วิธีคำนวณ BMI ด้วยตัวเอง พร้อมสูตรและตัวอย่าง
คํานวณ bmi วิธี ที่ง่ายที่สุดคือใช้สูตร BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ตัวอย่างเช่น คนที่หนัก 60 กิโลกรัม สูง 1.65 เมตร จะได้ BMI = 60 ÷ (1.65 × 1.65) = 60 ÷ 2.7225 = 22.04 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณทำได้เองภายในไม่กี่วินาทีด้วยเครื่องคิดเลขธรรมดา โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษใด ๆ
BMI หรือ Body Mass Index (ดัชนีมวลกาย) เป็นตัวเลขที่ใช้ประเมินความสมส่วนของน้ำหนักเทียบกับส่วนสูง มันไม่ได้วัดไขมันโดยตรง แต่เป็นตัวคัดกรองเบื้องต้นที่ใช้กันทั่วโลกเพราะคำนวณง่ายและใช้ข้อมูลแค่สองอย่างคือน้ำหนักกับส่วนสูง หากไม่อยากคำนวณเอง สามารถใช้ เครื่องมือคำนวณออนไลน์ กรอกตัวเลขแล้วได้ผลทันที
สูตร BMI และหน่วยที่ต้องใช้
สูตรมาตรฐานคือ
- BMI = น้ำหนัก (กก.) ÷ [ส่วนสูง (ม.)]²
- น้ำหนักต้องเป็น กิโลกรัม ไม่ใช่ปอนด์
- ส่วนสูงต้องเป็น เมตร ไม่ใช่เซนติเมตร
จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือลืมแปลงเซนติเมตรเป็นเมตร ถ้าคุณสูง 165 เซนติเมตร ให้หารด้วย 100 ก่อน จะได้ 1.65 เมตร ถ้าเผลอใส่ 165 ลงไปตรง ๆ ตัวเลขที่ออกมาจะเล็กจนผิดปกติและตีความไม่ได้เลย ส่วนหน่วยของ BMI คือ กก./ม.² แต่ในทางปฏิบัตินิยมเขียนเป็นตัวเลขเปล่า ๆ
คํานวณ bmi วิธี กดเครื่องคิดเลขทีละขั้น
สมมติน้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 165 เซนติเมตร ลำดับการกดคือ
- ขั้นที่ 1: แปลงส่วนสูง กด 165 ÷ 100 = จะได้ 1.65
- ขั้นที่ 2: ยกกำลังสอง กด 1.65 × 1.65 = จะได้ 2.7225
- ขั้นที่ 3: กด 60 ÷ 2.7225 = จะได้ 22.0386
- ขั้นที่ 4: ปัดทศนิยมสองตำแหน่ง ได้ BMI = 22.04
ถ้าเครื่องคิดเลขของคุณมีปุ่ม x² ให้กด 1.65 แล้วกด x² ได้ผลเท่ากันโดยไม่ต้องคูณเอง หากยังไม่คุ้นกับปุ่มต่าง ๆ ลองอ่าน วิธีใช้เครื่องคิดเลขอย่างถูกต้อง ประกอบ จะช่วยให้กดสูตรที่ซับซ้อนกว่านี้ได้แม่นยำขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณเพิ่มเติม
ลองดูตัวอย่างอื่นเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ทุกค่าด้านล่างคำนวณจากสูตรเดียวกันและปัดเป็นทศนิยมสองตำแหน่ง
- น้ำหนัก 50 กก. สูง 1.55 ม. → 50 ÷ 2.4025 = 20.81
- น้ำหนัก 55 กก. สูง 1.60 ม. → 55 ÷ 2.56 = 21.48
- น้ำหนัก 70 กก. สูง 1.70 ม. → 70 ÷ 2.89 = 24.22
- น้ำหนัก 80 กก. สูง 1.75 ม. → 80 ÷ 3.0625 = 26.12
จะเห็นว่าคนที่หนักเท่ากันแต่สูงต่างกันจะได้ค่า BMI ต่างกันมาก เพราะส่วนสูงถูกยกกำลังสอง ทำให้ส่วนสูงมีน้ำหนักต่อผลลัพธ์มากกว่าที่หลายคนคิด
เกณฑ์แปลผล BMI
เกณฑ์สากลขององค์การอนามัยโลกสำหรับผู้ใหญ่แบ่งได้ดังนี้
- ต่ำกว่า 18.5 = น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์
- 18.5 ถึง 24.9 = น้ำหนักปกติ
- 25.0 ถึง 29.9 = น้ำหนักเกิน
- 30.0 ขึ้นไป = โรคอ้วน
สำหรับประชากรเอเชีย มีการใช้เกณฑ์ที่เข้มกว่า คือ ปกติอยู่ที่ 18.5 ถึง 22.9, น้ำหนักเกินที่ 23.0 ถึง 24.9 และอ้วนตั้งแต่ 25.0 ขึ้นไป เพราะคนเอเชียมักมีสัดส่วนไขมันในร่างกายสูงกว่าที่ค่า BMI เท่ากัน ดังนั้นค่า 22.04 จากตัวอย่างแรกจึงถือว่าปกติทั้งสองเกณฑ์ ส่วนค่า 24.22 จะเป็นปกติตามเกณฑ์สากลแต่เข้าข่ายน้ำหนักเกินตามเกณฑ์เอเชีย
คำนวณย้อนกลับ หาช่วงน้ำหนักที่เหมาะสม
คุณสามารถกลับสูตรเพื่อหาว่าควรหนักเท่าไรได้ โดยใช้ น้ำหนัก = BMI ที่ต้องการ × [ส่วนสูง (ม.)]² เช่น คนสูง 1.65 เมตร ที่ต้องการอยู่ในช่วง BMI 18.5 ถึง 22.9 ตามเกณฑ์เอเชีย จะได้
- ขอบล่าง: 18.5 × 2.7225 = 50.4 กิโลกรัม
- ขอบบน: 22.9 × 2.7225 = 62.3 กิโลกรัม
สำหรับคนสูง 1.70 เมตร ช่วงเดียวกันจะอยู่ที่ 53.5 ถึง 66.2 กิโลกรัม ตัวเลขนี้มีประโยชน์เวลาตั้งเป้าหมาย เพราะบอกเป็นกิโลกรัมที่จับต้องได้จริง หากต้องการวางแผนเรื่องพลังงานที่ควรได้รับต่อวันควบคู่ไปด้วย ลองดู วิธีคำนวณ TDEE ซึ่งใช้ร่วมกับ BMI ได้ดี
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเชื่อตัวเลข
BMI ไม่แยกระหว่างมวลกล้ามเนื้อกับไขมัน นักกีฬาหรือคนที่เล่นเวทหนักจึงมักได้ค่าสูงทั้งที่ไขมันต่ำ ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุที่กล้ามเนื้อลดลงอาจได้ค่าปกติทั้งที่มีไขมันสะสมมาก นอกจากนี้ BMI ยังไม่เหมาะกับเด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภาวะบวมน้ำ ควรใช้ร่วมกับการวัดรอบเอวและการตรวจร่างกาย ไม่ใช้ตัวเลขเดียวตัดสินสุขภาพทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
คํานวณ bmi วิธีไหนแม่นที่สุดเมื่อรู้ส่วนสูงเป็นเซนติเมตร?
หารส่วนสูงด้วย 100 เพื่อแปลงเป็นเมตรก่อนเสมอ เช่น 165 ซม. เป็น 1.65 ม. แล้วจึงยกกำลังสองและนำน้ำหนักหาร ถ้าใส่หน่วยเซนติเมตรลงในสูตรตรง ๆ ผลลัพธ์จะผิดไปมากจนตีความไม่ได้
BMI 22.04 หมายความว่าอย่างไร?
ค่านี้อยู่ในช่วงน้ำหนักปกติทั้งตามเกณฑ์สากล (18.5-24.9) และเกณฑ์สำหรับชาวเอเชีย (18.5-22.9) แปลว่าน้ำหนักสมส่วนกับส่วนสูง แต่ยังควรดูรอบเอวและพฤติกรรมการกินร่วมด้วย
ควรคำนวณ BMI บ่อยแค่ไหน?
สำหรับคนทั่วไป เดือนละครั้งก็เพียงพอ เพราะน้ำหนักแกว่งได้วันต่อวันจากน้ำในร่างกาย ควรชั่งในเวลาเดียวกันของวันและใช้เครื่องชั่งเดิมเพื่อให้เปรียบเทียบกันได้