คิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได พร้อมสูตรและตัวอย่าง
ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดคืออะไร และมีกี่รูปแบบ
ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได คือการจ่ายค่าตอบแทนจากยอดขายหรือผลงานตามระดับที่กำหนดไว้ โดยแต่ละระดับอาจใช้อัตราค่าคอมมิชชันต่างกัน เช่น ยอดขายช่วงแรกได้รับ 2% ส่วนยอดขายที่เกินเกณฑ์ได้รับ 4% วิธีนี้ช่วยให้องค์กรกำหนดผลตอบแทนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการขายได้
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ขั้นบันได” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะบอกวิธีคำนวณ ต้องตรวจสอบเงื่อนไขในแผนค่าตอบแทนก่อน เพราะรูปแบบที่พบบ่อยมี 2 แบบหลัก ซึ่งให้ผลลัพธ์ต่างกันแม้ใช้ยอดขายและอัตราเดียวกัน
1. คิดค่าคอมมิชชันแยกตามช่วงยอดขาย
รูปแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นการคิดแบบสะสมทีละขั้น โดยยอดขายแต่ละส่วนจะได้รับอัตราของช่วงนั้นเท่านั้น เมื่อยอดขายเข้าสู่ขั้นใหม่ จะใช้อัตราใหม่เฉพาะยอดขายส่วนที่เกินเกณฑ์ ไม่ได้ปรับอัตราของยอดขายก่อนหน้าทั้งหมด
ตัวอย่างสมมติ กำหนดอัตราค่าคอมมิชชันดังนี้
| ช่วงยอดขาย | อัตราค่าคอมมิชชัน |
|---|---|
| 0–100,000 บาทแรก | 2% |
| ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 200,000 บาท | 4% |
| ส่วนที่เกิน 200,000 บาท | 6% |
หากทำยอดขายได้ 250,000 บาท จะต้องแบ่งยอดออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 100,000 บาทแรก ส่วนถัดมา 100,000 บาท และส่วนที่เกินจาก 200,000 บาทอีก 50,000 บาท จากนั้นคำนวณค่าคอมมิชชันของแต่ละส่วนแยกกัน
วิธีนี้เหมาะกับแผนที่ระบุชัดเจนว่าอัตราของแต่ละขั้นใช้กับยอดขายเฉพาะในช่วงนั้น ผู้คำนวณจึงไม่ควรนำยอดขายทั้งหมดไปคูณอัตราของขั้นสูงสุด
2. คิดอัตราตามขั้นที่ทำได้กับยอดขายทั้งหมด
รูปแบบนี้ใช้อัตราค่าคอมมิชชันของระดับที่ทำได้กับยอดขายทั้งหมดในรอบนั้น เมื่อยอดขายผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อัตราที่ใช้คำนวณจะเปลี่ยนไปทั้งยอด ไม่ใช่เฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์
ตัวอย่างเช่น บริษัทกำหนดว่า หากยอดขายไม่เกิน 100,000 บาท ได้รับ 2% แต่เมื่อยอดขายเกิน 100,000 บาท จะได้รับ 4% ของยอดขายทั้งหมด หากทำยอดขายได้ 120,000 บาท ค่าคอมมิชชันจะเท่ากับ 4,800 บาท เพราะใช้ 120,000 × 4%
ในทางกลับกัน หากใช้วิธีแบ่งช่วง ยอดขาย 120,000 บาทจะคำนวณจาก 100,000 × 2% บวกกับ 20,000 × 4% รวมเป็น 2,800 บาท ดังนั้น ยอดขายเท่ากันอาจให้ค่าคอมมิชชันต่างกันมากตามเงื่อนไขของบริษัท
| ประเด็นเปรียบเทียบ | คิดแยกตามช่วง | คิดอัตรากับยอดรวม |
|---|---|---|
| ยอดขายช่วงแรก | ใช้อัตราของช่วงแรก | ใช้อัตราตามขั้นที่ทำได้กับยอดทั้งหมด |
| ยอดขายส่วนเกิน | ใช้อัตราของขั้นที่เพิ่มขึ้น | อัตราใหม่ครอบคลุมยอดขายทั้งหมด |
| ผลเมื่อข้ามเกณฑ์ | เพิ่มค่าคอมมิชชันเฉพาะส่วนที่เข้าเกณฑ์ใหม่ | ค่าคอมมิชชันอาจเพิ่มขึ้นทันทีเมื่ออัตราเปลี่ยน |
ข้อควรระวัง: อย่าสับสนระหว่างค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดกับค่าคอมมิชชันอัตราคงที่ ซึ่งนำยอดขายที่เข้าเงื่อนไขทั้งหมดคูณด้วยอัตราเดียว รวมถึงอย่าสับสนกับการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได เพราะทั้งสองระบบอาจมีวิธีแบ่งช่วงคล้ายกัน แต่ใช้ฐานคำนวณและกติกาคนละเรื่อง
สูตรและวิธีคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได ทีละขั้นตอน
การคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดให้ถูกต้อง ต้องทราบยอดขายที่นำมาคำนวณ เกณฑ์แบ่งช่วง และอัตราของแต่ละขั้นก่อน หากบริษัทคิดจากยอดขายสุทธิหลังหักรายการบางอย่าง ต้องใช้ฐานยอดขายตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ไม่ควรสมมติว่ายอดขายก่อนหักส่วนลดเป็นฐานเสมอไป
สูตรคำนวณแบบแบ่งยอดขายตามช่วง
สูตรพื้นฐานของค่าคอมมิชชันแต่ละช่วงคือ
ค่าคอมมิชชันของช่วง = ยอดขายในช่วงนั้น × อัตราค่าคอมมิชชัน ÷ 100
เมื่อมีหลายช่วง ให้นำค่าคอมมิชชันของทุกช่วงมาบวกกัน ดังนั้น
ค่าคอมมิชชันรวม = ค่าคอมมิชชันขั้นที่ 1 + ขั้นที่ 2 + ขั้นที่ 3 + …
หากต้องหายอดขายที่เข้าแต่ละช่วง สามารถใช้หลักการต่อไปนี้
- ยอดขายในช่วงแรก เท่ากับยอดขายจริงหรือเพดานของช่วงแรก แล้วแต่ว่าจำนวนใดน้อยกว่า
- ยอดขายในช่วงถัดไป เท่ากับส่วนของยอดขายที่เกินจุดเริ่มต้นของช่วงนั้น แต่ไม่เกินความกว้างของช่วง
- ยอดขายในขั้นสุดท้าย เท่ากับส่วนที่เหลือหลังหักยอดขายที่จัดสรรให้ขั้นก่อนหน้าแล้ว
ตัวอย่างคำนวณค่าคอมมิชชันจากยอดขาย 250,000 บาท
สมมติว่าแผนค่าคอมมิชชันกำหนดอัตราตามตัวอย่างต่อไปนี้ โดยตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ ไม่ใช่อัตรามาตรฐานของทุกบริษัท
| ขั้น | ยอดขายที่นำมาคิด | อัตรา | ค่าคอมมิชชัน |
|---|---|---|---|
| ขั้นที่ 1 | 100,000 บาท | 2% | 2,000 บาท |
| ขั้นที่ 2 | 100,000 บาท | 4% | 4,000 บาท |
| ขั้นที่ 3 | 50,000 บาท | 6% | 3,000 บาท |
| รวม | 250,000 บาท | — | 9,000 บาท |
คำนวณทีละขั้นได้ดังนี้
- ขั้นแรก: 100,000 × 2% = 2,000 บาท
- ขั้นที่สอง: (200,000 − 100,000) × 4% = 4,000 บาท
- ขั้นที่สาม: (250,000 − 200,000) × 6% = 3,000 บาท
- รวมค่าคอมมิชชัน: 2,000 + 4,000 + 3,000 = 9,000 บาท
จึงได้ค่าคอมมิชชันรวม 9,000 บาท ไม่ใช่ 250,000 × 6% หรือ 15,000 บาท เพราะอัตรา 6% ใช้กับยอดขายเฉพาะส่วนที่เกิน 200,000 บาทเท่านั้น
ถ้ายอดขายอยู่ตรงจุดแบ่งขั้น ต้องคิดอย่างไร
จุดแบ่งขั้นเป็นกรณีที่ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ เพราะความผิดพลาดในการกำหนดช่วงอาจทำให้ยอดขายบางส่วนถูกคิดซ้ำหรือไม่ได้รับการคำนวณ ตัวอย่างเช่น หากขั้นแรกครอบคลุมยอดขาย 100,000 บาทแรก และขั้นที่สองเริ่มจากส่วนที่เกิน 100,000 บาท เมื่อยอดขายเท่ากับ 100,000 บาทพอดี จะไม่มีส่วนที่เข้าไปคำนวณในขั้นที่สอง
หากยอดขายเท่ากับ 200,000 บาท จะใช้ 100,000 บาทแรกที่อัตรา 2% และอีก 100,000 บาทที่อัตรา 4% รวมค่าคอมมิชชัน 6,000 บาท ส่วนยอดขาย 200,001 บาทจะมีส่วนเกินเพียง 1 บาทที่เข้าเกณฑ์อัตรา 6% หากแผนกำหนดให้คิดตามช่วงอย่างต่อเนื่อง
หลักสำคัญคือกำหนดขอบเขตของแต่ละขั้นให้ไม่ทับซ้อนกัน และระบุให้ชัดว่าคำว่า “เกิน” หมายถึงยอดที่มากกว่าเกณฑ์จริง ๆ ไม่ใช่ยอดที่เท่ากับเกณฑ์พอดี
วิธีตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนจ่ายค่าคอมมิชชัน
- ตรวจสอบว่าฐานยอดขายเป็นยอดก่อนหรือหลังหักส่วนลด การคืนสินค้า และรายการปรับปรุงตามนโยบายบริษัท
- ตรวจสอบว่าอัตราของแต่ละขั้นใช้กับยอดขายเฉพาะช่วงหรือยอดขายทั้งหมด
- ตรวจสอบว่าค่าคอมมิชชันคำนวณจากยอดขายรายบุคคล รายทีม หรือยอดรวมของหน่วยงาน
- กำหนดวิธีปัดเศษให้เหมือนกันทุกครั้ง เช่น ปัดเศษรายขั้นหรือปัดเฉพาะยอดรวมตามข้อกำหนด
- ทดลองคำนวณยอดขายที่ต่ำกว่า เท่ากับ และสูงกว่าเกณฑ์แต่ละขั้น เพื่อหาความผิดพลาดก่อนใช้จริง
การตรวจสอบเหล่านี้สำคัญกับฝ่ายบุคคลและฝ่ายขาย เพราะแม้สูตรคณิตศาสตร์จะถูกต้อง แต่หากใช้ฐานยอดขายหรือเงื่อนไขผิด ค่าคอมมิชชันที่ได้ก็อาจไม่ตรงกับแผนการจ่ายจริง
วิธีเขียนสูตรคิดค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดใน Excel
หากต้องคำนวณค่าคอมมิชชันให้พนักงานหลายคน การใช้ Excel ช่วยลดการคำนวณซ้ำและทำให้ตรวจสอบสูตรได้สะดวก วิธีจัดตารางที่เข้าใจง่ายคือแยกยอดขายจริง ตารางเกณฑ์แต่ละขั้น อัตราค่าคอมมิชชัน และผลลัพธ์ออกจากกัน เพื่อให้เปลี่ยนเกณฑ์หรืออัตราได้โดยไม่ต้องแก้สูตรทุกจุด
จัดตารางข้อมูลสำหรับคำนวณ
ตัวอย่างการจัดเซลล์สำหรับแผนค่าคอมมิชชัน 3 ขั้นมีดังนี้
| เซลล์ | ข้อมูล | ค่าในตัวอย่าง |
|---|---|---|
| B2 | ยอดขายจริง | 250000 |
| A5 | ยอดขายเริ่มต้นของขั้นที่ 1 | 0 |
| B5 | ยอดขายสิ้นสุดของขั้นที่ 1 | 100000 |
| C5 | อัตราค่าคอมมิชชันขั้นที่ 1 | 2% |
| A6 | ยอดขายเริ่มต้นของขั้นที่ 2 | 100000 |
| B6 | ยอดขายสิ้นสุดของขั้นที่ 2 | 200000 |
| C6 | อัตราค่าคอมมิชชันขั้นที่ 2 | 4% |
| A7 | ยอดขายเริ่มต้นของขั้นที่ 3 | 200000 |
| B7 | ยอดขายสิ้นสุดของขั้นที่ 3 | เว้นว่างสำหรับขั้นสุดท้าย |
| C7 | อัตราค่าคอมมิชชันขั้นที่ 3 | 6% |
ในตารางนี้ ให้ถือว่าแต่ละขั้นเริ่มจากยอดที่ระบุในคอลัมน์ A และคำนวณเฉพาะยอดขายที่เกินจุดเริ่มต้นของขั้นก่อนหน้า ส่วนขั้นสุดท้ายไม่มีเพดานบน หากแผนค่าคอมมิชชันจริงมีจำนวนขั้นต่างจากนี้ สามารถเพิ่มหรือลดแถวตามโครงสร้างของแผนได้
เพิ่มคอลัมน์ D เพื่อคำนวณยอดขายที่เข้าแต่ละขั้น แล้วใส่สูตรต่อไปนี้ในเซลล์ D5
=MAX(0,MIN($B$2,B5)-A5)
สูตรนี้จะเปรียบเทียบยอดขายจริงกับเพดานของขั้น แล้วหักยอดเริ่มต้นของขั้น หากผลลัพธ์ติดลบหรือยอดขายยังไม่ถึงขั้นนั้น จะคืนค่าเป็นศูนย์ จากนั้นคัดลอกสูตรลงไปยัง D6 และ D7
สำหรับขั้นสุดท้ายที่ไม่มีเพดานบน ให้ใช้สูตรเฉพาะใน D7 ดังนี้
=MAX(0,$B$2-A7)
เมื่อคำนวณยอดขายที่เข้าแต่ละขั้นแล้ว ให้เพิ่มคอลัมน์ E เพื่อหาค่าคอมมิชชันของแต่ละขั้น โดยใส่สูตรใน E5
=D5*C5
คัดลอกสูตรลงไปยัง E6 และ E7 จากนั้นรวมค่าคอมมิชชันทั้งหมดในเซลล์ E8 ด้วยสูตร
=SUM(E5:E7)
สำหรับยอดขาย 250,000 บาท ผลลัพธ์ที่ได้ควรเป็นค่าคอมมิชชัน 9,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2,000 บาทในขั้นแรก 4,000 บาทในขั้นที่สอง และ 3,000 บาทในขั้นที่สาม หากผลลัพธ์ไม่ตรง ควรตรวจสอบตำแหน่งเซลล์ รูปแบบเปอร์เซ็นต์ และขอบเขตของแต่ละขั้น
หากไม่ต้องการสร้างคอลัมน์แยกสำหรับยอดขายแต่ละขั้น สามารถรวมการคำนวณไว้ในสูตรเดียวได้ สำหรับตัวอย่าง 3 ขั้นที่มีเพดาน 100,000 และ 200,000 บาท ให้ใช้สูตรดังนี้
=MAX(0,MIN(B2,100000))*2%+MAX(0,MIN(B2-100000,100000))*4%+MAX(0,B2-200000)*6%
สูตรนี้ใช้ได้กับโครงสร้างตัวอย่างที่กำหนดไว้โดยตรง โดย B2 คือยอดขายจริง และตัวเลข 100,000 กับ 200,000 เป็นเกณฑ์แบ่งขั้น หากเปลี่ยนเกณฑ์หรืออัตรา ต้องแก้สูตรให้ตรงกับแผนใหม่ด้วย จึงเหมาะกับตารางขนาดเล็กที่มีโครงสร้างคงที่มากกว่าตารางที่เปลี่ยนเงื่อนไขบ่อย
- รูปแบบอัตรา: หากพิมพ์ 2% ในเซลล์ Excel จะจัดเก็บเป็นค่าเปอร์เซ็นต์ที่นำไปคูณได้โดยตรง แต่หากพิมพ์ 2 โดยไม่ได้กำหนดรูปแบบเปอร์เซ็นต์ จะต้องหารด้วย 100 ในสูตร
- ยอดขายติดลบหรือเป็นศูนย์: สูตรที่ใช้ MAX ช่วยไม่ให้ยอดขายที่เข้าแต่ละขั้นติดลบ แต่ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมหากบริษัทอนุญาตให้หักค่าคอมมิชชันจากการคืนสินค้า
- ขอบเขตขั้นซ้ำกัน: ตรวจสอบจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของแต่ละขั้นให้ต่อเนื่อง ไม่ซ้ำกัน และไม่ทำให้ยอดขายบางส่วนหายไป
- การเปลี่ยนแผน: หากอัตราหรือเกณฑ์เปลี่ยนทุกเดือน ควรจัดตารางอัตราแยกจากสูตรเพื่อให้แก้ไขได้สะดวกและลดความเสี่ยงจากการใช้ตัวเลขเก่า
- การปัดเศษ: หากต้องการแสดงค่าคอมมิชชันเป็นจำนวนเงินสองตำแหน่ง สามารถกำหนดรูปแบบตัวเลขของเซลล์ได้ แต่ควรแยกการแสดงผลออกจากการปัดเศษจริงในสูตรตามนโยบายการจ่าย
สำหรับการใช้งานจริง ควรทดลองกับยอดขายหลายระดับก่อนนำตารางไปคำนวณเงินจ่าย โดยเฉพาะยอดขายที่อยู่ตรงเกณฑ์และยอดขายที่สูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย เพื่อยืนยันว่า Excel ใช้กติกาเดียวกับแผนค่าคอมมิชชันขององค์กร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณค่าคอมมิชชันขั้นบันได
การคำนวณค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดมีความซับซ้อนมากกว่าแบบอัตราคงที่ ทำให้มักเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้บ่อยครั้งในทางปฏิบัติ ทั้งจากมุมมองของฝ่ายบุคคล (HR) ผู้จัดการฝ่ายขาย หรือตัวพนักงานเอง โดยข้อผิดพลาดที่ควรระวังมีดังนี้ครับ
- การนำยอดขายรวมไปคูณกับอัตราสูงสุดทันที: นี่คือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด เช่น ยอดขาย 250,000 บาท แต่อัตราขั้นสุดท้ายคือ 10% แล้วนำ 10% ไปคูณยอดรวมทั้งหมด 250,000 บาททันที ซึ่งผิดหลักการแบบขั้นบันไดที่ถูกต้อง (แบบแบ่งช่วง) ทำให้พนักงานได้เงินมากกว่าความเป็นจริงและบริษัทเสียหาย
- สับสนระหว่างการคิดแบบแบ่งช่วง (Progressive) กับการเปลี่ยนอัตราทั้งก้อน (Tiered Rate on Total): บางองค์กรใช้วิธีเปลี่ยนอัตราเปอร์เซ็นต์สำหรับยอดขายทั้งหมดเมื่อทะลุเป้า (เช่น ขายถึง 200,000 บาท ได้ 7% ของทุกบาท) แต่หากเป็นระบบขั้นบันไดแท้ จะต้องแบ่งซอยยอดขายออกเป็นช่วงๆ ซึ่งต้องตกลงเงื่อนไขกับพนักงานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
- การคำนวณซ้ำซ้อนหรือหักตัวเลขผิดพลาด: ในการเขียนสูตรใน Excel หากกำหนดเงื่อนไขช่วงยอดขายไม่ครอบคลุม (เช่น ขาดช่วงระหว่าง 100,001 ถึง 100,005) อาจทำให้เกิดช่องว่างทางตัวเลข หรือคำนวณค่าคอมมิชชันออกมาเป็นศูนย์ในบางช่วงยอดขาย
- ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย: ค่าคอมมิชชันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย (มักอยู่ที่ 3% หรือตามอัตราก้าวหน้าของเงินได้สะสม) หลายครั้งลืมนำจุดนี้ไปหักออก ทำให้ยอดเงินที่จ่ายจริงไม่ตรงกับตัวเลขที่คำนวณไว้
แบบฝึกหัดคำนวณค่าคอมมิชชันขั้นบันไดพร้อมเฉลย
เพื่อความเข้าใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น ลองมาทำแบบฝึกหัดสั้นๆ เกี่ยวกับการคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดกันครับ
โจทย์ตัวอย่าง: บริษัทกำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าคอมมิชชันแบบแบ่งช่วง ดังนี้
- ยอดขาย 0 - 50,000 บาทแรก: ได้รับค่าคอมมิชชัน 3%
- ยอดขายส่วนที่เกิน 50,001 - 150,000 บาท: ได้รับค่าคอมมิชชัน 5%
- ยอดขายส่วนที่เกิน 150,000 บาทขึ้นไป: ได้รับค่าคอมมิชชัน 8%
หากพนักงานทำยอดขายรวมในเดือนนี้ได้ 180,000 บาท พนักงานจะได้รับค่าคอมมิชชันรวมทั้งหมดเท่าไหร่?
วิธีคิดและเฉลย:
- ช่วงที่ 1 (ยอด 50,000 บาทแรก): คำนวณจาก $50,000 \times 3\% = 1,500$ บาท
- ช่วงที่ 2 (ยอดส่วนเกินจาก 50,000 ถึง 150,000 บาท ซึ่งมีส่วนต่างเท่ากับ 100,000 บาท): คำนวณจาก $100,000 \times 5\% = 5,000$ บาท
- ช่วงที่ 3 (ยอดส่วนเกินจาก 150,000 บาทขึ้นไป ถึงยอดขายจริง 180,000 บาท ซึ่งมีส่วนต่างเท่ากับ 30,000 บาท): คำนวณจาก $30,000 \times 8\% = 2,400$ บาท
- รวมค่าคอมมิชชันทั้งหมด: $1,500 + 5,000 + 2,400 = 8,900$ บาท
ดังนั้น พนักงานรายนี้จะได้รับค่าคอมมิชชันสุทธิ 8,900 บาท (ก่อนหักภาษี ณ ที่จ่าย)
สรุปการคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได
การคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได เป็นเครื่องมือบริหารผลงานที่มีประสิทธิภาพในการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานขายอยากทำยอดให้ทะลุเป้าหมาย หัวใจสำคัญคือการทำความเข้าใจวิธีการแบ่งช่วงยอดขาย การใช้สูตรคำนวณที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการคำนวณมือหรือการใช้ฟังก์ชันเงื่อนไขใน Excel รวมถึงการสื่อสารเงื่อนไขให้โปร่งใสเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดระหว่างบริษัทและพนักงาน หากคุณต้องการคำนวณตัวเลขที่ซับซ้อนอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการคำนวณทางการเงินและการคิดเปอร์เซ็นต์เพิ่มเติมได้จากหน้าบทความของเรา
คำถามที่พบบ่อย
คิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดคืออะไร?
เป็นการคำนวณผลตอบแทนหรือเงินค่าคอมมิชชันโดยแบ่งยอดขายออกเป็นช่วงๆ (Tiers) และใช้อัตราเปอร์เซ็นต์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง ยอดขายยิ่งสูง อัตราเปอร์เซ็นต์ในขั้นที่สูงขึ้นก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเพื่อเป็นแรงจูงใจ
ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดต่างจากแบบอัตราคงที่อย่างไร?
แบบอัตราคงที่ (Flat Rate) จะใช้อัตราเปอร์เซ็นต์เดียวกับยอดขายทั้งหมดทันทีที่ถึงเกณฑ์ แต่แบบขั้นบันไดจะซอยยอดขายออกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนใช้อัตราเปอร์เซ็นต์ของตัวเองแล้วนำมารวมกัน
ถ้ายอดขายไม่ถึงเกณฑ์ขั้นแรก จะได้ค่าคอมมิชชันไหม?
ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและนโยบายของแต่ละบริษัท บางแห่งอาจกำหนดขั้นต่ำว่าต้องทำยอดให้ถึงเป้าหมายขั้นแรกจึงจะเริ่มคิดค่าคอมมิชชันให้ แต่บางแห่งอาจมีอัตราพิเศษสำหรับยอดขายที่ต่ำกว่าเกณฑ์
การคิดค่าคอมมิชชันขั้นบันไดใน Excel ใช้สูตรอะไร?
นิยมใช้ฟังก์ชัน IF ซ้อนกัน (Nested IF) หรือฟังก์ชัน VLOOKUP แบบช่วง (Approximate Match) เพื่อช่วยดึงอัตราเปอร์เซ็นต์ตามช่วงยอดขายมาคำนวณอัตโนมัติ
ทำไมถึงไม่ควรนำเปอร์เซ็นต์สูงสุดไปคูณยอดขายรวมทั้งหมด?
เพราะจะทำให้ผลลัพธ์สูงเกินจริงและผิดหลักการคำนวณแบบขั้นบันได ซึ่งออกแบบมาให้ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นทีละช่วงตามลำดับขั้นของยอดขาย
ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดต้องเสียภาษีไหม?
ต้องเสียภาษี เนื่องจากค่าคอมมิชชันถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายก่อนจ่ายเงินให้พนักงาน
วิธีคำนวณช่วงที่สองของขั้นบันไดต้องทำอย่างไร?
ให้นำเอายอดขายเฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วงนั้น (ไม่ใช่ยอดขายทั้งหมด) มาคูณกับอัตราเปอร์เซ็นต์ประจำช่วงนั้นๆ โดยนำยอดขายสูงสุดของช่วงก่อนหน้ามาหักออกก่อน
องค์กรได้ประโยชน์อะไรจากการใช้ค่าคอมมิชชันขั้นบันได?
ช่วยกระตุ้นให้พนักงานขายมีความกระตือรือร้นในการปิดยอดขายให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะยิ่งทำยอดได้มาก ผลตอบแทนต่อหน่วย (หรืออัตราเฉลี่ย) ก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย