คำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือจากสต็อก
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือคำนวณได้จากจำนวนสินค้าที่เหลือหารด้วยจำนวนสินค้าเริ่มต้น แล้วคูณ 100 เช่น มีสินค้าเริ่มต้น 500 ชิ้น ขายไป 150 ชิ้น จะเหลือ 350 ชิ้น คิดเป็นสินค้าคงเหลือ 70% ของสต็อกเริ่มต้น หากต้องการคำนวณหลายรายการ สามารถใช้ Excel ช่วยคำนวณเปอร์เซ็นต์และติดตามยอดคงเหลือได้ โดยต้องกำหนดฐานอ้างอิงให้ชัดเจนและบันทึกสินค้าเข้าออกให้ครบถ้วน
การคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือจากสต็อกช่วยให้ร้านค้าและธุรกิจมองเห็นว่าสินค้าที่มีอยู่เหลือเป็นสัดส่วนเท่าใดเมื่อเทียบกับจำนวนตั้งต้นหรือจำนวนที่พร้อมจำหน่าย ตัวเลขนี้ช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงของสต็อก เปรียบเทียบสินค้าหลายรายการ และใช้ประกอบการวางแผนเติมสินค้าได้ แต่ไม่ควรใช้เปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ เพราะจำนวนที่เหลือจริง ความเร็วในการขาย และระยะเวลารอสินค้าก็มีความสำคัญเช่นกัน
สูตรคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือจากสต็อก
สูตรคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือใช้เปรียบเทียบจำนวนสินค้าที่เหลืออยู่กับจำนวนสินค้าเริ่มต้น โดยต้องใช้จำนวนสินค้าของรายการเดียวกันและหน่วยนับเดียวกัน เช่น ชิ้นกับชิ้น หรือกล่องกับกล่อง เพื่อไม่ให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อน
สูตรหลัก
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือ = (จำนวนสินค้าคงเหลือ ÷ จำนวนสินค้าเริ่มต้น) × 100
หากทราบจำนวนสินค้าที่ขายออก แต่ยังไม่ได้คำนวณยอดคงเหลือ ให้หาจำนวนสินค้าที่เหลือก่อนด้วยสูตรต่อไปนี้
จำนวนสินค้าคงเหลือ = จำนวนสินค้าเริ่มต้น − จำนวนสินค้าที่ขายออก
จากนั้นนำจำนวนสินค้าคงเหลือไปแทนค่าในสูตรเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือได้ทันที หากมีสินค้าเข้า สินค้าคืน หรือรายการตัดสต็อกอื่นระหว่างช่วงเวลา ต้องนำรายการเหล่านั้นมาคำนวณยอดคงเหลือก่อน
เลือกจำนวนสินค้าอ้างอิงให้ถูกต้อง
- จำนวนสินค้าเริ่มต้น: จำนวนสินค้าที่มีอยู่ ณ จุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่ต้องการวัด เช่น ก่อนเริ่มขายประจำวัน
- จำนวนสินค้าคงเหลือ: จำนวนสินค้าที่ยังมีอยู่จริงหรือยอดคงเหลือตามข้อมูลสต็อก ณ เวลาที่ตรวจสอบ
- จำนวนสินค้าที่ขายออก: จำนวนสินค้าที่จำหน่ายไปในช่วงเวลาที่เลือก โดยต้องไม่รวมรายการที่นับซ้ำ
- ช่วงเวลาที่คำนวณ: ควรกำหนดให้ชัดเจน เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน เพื่อให้เปรียบเทียบผลระหว่างช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น หากต้องการวัดสัดส่วนสินค้าที่เหลือหลังปิดร้าน ควรใช้สต็อกก่อนเปิดขายเป็นจำนวนสินค้าเริ่มต้น และใช้ยอดคงเหลือหลังปิดร้านเป็นจำนวนสินค้าคงเหลือ หากมีการรับสินค้าเพิ่มระหว่างวัน ต้องนำรายการรับเข้าและรายการอื่นที่เปลี่ยนแปลงสต็อกมาคำนวณด้วย
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือต่างจากเปอร์เซ็นต์สินค้าที่ขายออกอย่างไร
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือแสดงสัดส่วนสินค้าที่ยังเหลือ ส่วนเปอร์เซ็นต์สินค้าที่ขายออกแสดงสัดส่วนสินค้าที่จำหน่ายไปแล้ว ทั้งสองค่าใช้จำนวนสินค้าเริ่มต้นเป็นฐานอ้างอิงเดียวกันเมื่อไม่มีการรับสินค้าเพิ่ม การคืนสินค้า หรือการปรับยอดอื่นระหว่างช่วงเวลานั้น
| รายการที่ต้องการทราบ | สูตรคำนวณ |
|---|---|
| เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือ | (จำนวนสินค้าคงเหลือ ÷ จำนวนสินค้าเริ่มต้น) × 100 |
| เปอร์เซ็นต์สินค้าที่ขายออก | (จำนวนสินค้าที่ขายออก ÷ จำนวนสินค้าเริ่มต้น) × 100 |
ตัวอย่างเช่น หากเริ่มต้นด้วยสินค้า 200 ชิ้น และขายออก 80 ชิ้น จะขายออกไป 40% และเหลือ 60% ของสต็อกเริ่มต้น ทั้งนี้ การนำเปอร์เซ็นต์ทั้งสองมารวมกันแล้วได้ 100% จะใช้ได้เมื่อไม่มีรายการรับเข้า คืนสินค้า หรือการเปลี่ยนแปลงสต็อกอื่นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยอดเริ่มต้นกับยอดคงเหลือเปลี่ยนไป
ตัวอย่างคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือหลังขาย
สมมติว่าร้านค้ามีสินค้าเริ่มต้น 500 ชิ้น และขายออกไป 150 ชิ้น ต้องการทราบว่าสินค้าเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ของสต็อกเริ่มต้น สามารถคำนวณตามลำดับได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 หาจำนวนสินค้าคงเหลือ
จำนวนสินค้าคงเหลือ = 500 − 150 = 350 ชิ้น
ขั้นตอนที่ 2 แทนค่าในสูตรเปอร์เซ็นต์
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือ = (350 ÷ 500) × 100
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือ = 70%
ผลลัพธ์: ร้านค้ามีสินค้าเหลือ 350 ชิ้น หรือคิดเป็น 70% ของสต็อกเริ่มต้น ส่วนสินค้าที่ขายออกไปคิดเป็น 30% ของจำนวนเริ่มต้น
ตัวอย่างเพิ่มเติมตามขนาดสต็อก
| สินค้าเริ่มต้น | ขายออก | คงเหลือ | เปอร์เซ็นต์คงเหลือ |
|---|---|---|---|
| 100 ชิ้น | 25 ชิ้น | 75 ชิ้น | 75% |
| 250 ชิ้น | 100 ชิ้น | 150 ชิ้น | 60% |
| 800 ชิ้น | 200 ชิ้น | 600 ชิ้น | 75% |
| 1,000 ชิ้น | 650 ชิ้น | 350 ชิ้น | 35% |
หากต้องการคำนวณด้วยตัวเลขอื่น ให้หารจำนวนสินค้าคงเหลือด้วยจำนวนสินค้าเริ่มต้นก่อน แล้วคูณด้วย 100 ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการคำนวณจำนวนที่ขายออกเสมอไป หากทราบยอดคงเหลืออยู่แล้วก็สามารถนำยอดนั้นไปใช้ในสูตรหลักได้ทันที
วิธีตรวจสอบว่าผลลัพธ์สมเหตุสมผลหรือไม่
- หากไม่มีสินค้าเข้าและจำนวนสินค้าคงเหลือไม่ติดลบ เปอร์เซ็นต์คงเหลือควรอยู่ระหว่าง 0% ถึง 100%
- หากคงเหลือ 0 ชิ้น ผลลัพธ์คือ 0% เพราะไม่มีสินค้าเหลือจากจำนวนที่ใช้เป็นฐานอ้างอิง
- หากคงเหลือเท่ากับจำนวนเริ่มต้น ผลลัพธ์คือ 100% เมื่อไม่มีรายการอื่นเปลี่ยนแปลงสต็อก
- หากได้ผลลัพธ์เกิน 100% ควรตรวจสอบว่ามีการรับสินค้าเพิ่มหรือไม่ หรือใช้จำนวนสินค้าเริ่มต้นผิดช่วงเวลา
- หากจำนวนสินค้าเริ่มต้นเป็นศูนย์ จะไม่สามารถคำนวณเปอร์เซ็นต์ด้วยสูตรนี้ได้ เพราะไม่สามารถหารด้วยศูนย์
คำนวณเปอร์เซ็นต์คงเหลือเมื่อมีสินค้าเข้าและออกหลายครั้ง
การคำนวณสต็อกจริงอาจไม่ได้มีเพียงการขายออกครั้งเดียว เพราะระหว่างวันอาจมีการรับสินค้าเพิ่ม รับคืนสินค้าจากลูกค้า ตัดสินค้าชำรุด หรือปรับยอดจากการตรวจนับ ดังนั้น ต้องคำนวณจำนวนสินค้าคงเหลือจากรายการเคลื่อนไหวทั้งหมดก่อน แล้วจึงนำยอดที่ได้ไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
สูตรหาสต็อกคงเหลือจากหลายรายการ
จำนวนสินค้าคงเหลือ = สต็อกเริ่มต้น + สินค้ารับเข้า + สินค้าคืนเข้า − สินค้าขายออก − สินค้าตัดออก
ในสูตรนี้ สินค้าตัดออกหมายถึงรายการที่ทำให้จำนวนสินค้าในสต็อกลดลง เช่น สินค้าชำรุดที่ต้องตัดออกจากยอด โดยควรแยกประเภทของรายการให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการนับซ้ำ หากมีการปรับเพิ่มหรือลดจากการตรวจนับ ให้รวมรายการปรับยอดตามเครื่องหมายและบันทึกเหตุผลไว้ด้วย
ตัวอย่างร้านค้าที่มีทั้งรับเข้า ขายออก และตัดสินค้าชำรุด
สมมติว่าร้านค้าเริ่มต้นด้วยสินค้า 400 ชิ้น ระหว่างวันรับสินค้าเพิ่ม 100 ชิ้น ขายออก 180 ชิ้น และตัดสินค้าชำรุด 20 ชิ้น
| รายการ | จำนวน | ยอดหลังรายการ |
|---|---|---|
| สต็อกเริ่มต้น | 400 ชิ้น | 400 ชิ้น |
| รับสินค้าเข้า | +100 ชิ้น | 500 ชิ้น |
| ขายสินค้าออก | −180 ชิ้น | 320 ชิ้น |
| ตัดสินค้าชำรุด | −20 ชิ้น | 300 ชิ้น |
เมื่อคำนวณครบทุกการเคลื่อนไหว จะเหลือสินค้า 300 ชิ้น หากต้องการวัดเปอร์เซ็นต์คงเหลือเทียบกับสต็อกเริ่มต้น 400 ชิ้น ให้คำนวณดังนี้
เปอร์เซ็นต์คงเหลือ = (300 ÷ 400) × 100 = 75%
ผลลัพธ์ 75% หมายถึงยอดคงเหลือสุดท้ายเทียบเท่ากับ 75% ของสต็อกเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าร้านค้าเหลือ 75% ของสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขายในระหว่างวัน เพราะมีการรับสินค้าเพิ่มเข้ามาด้วย
ควรใช้สต็อกเริ่มต้นหรือสินค้าทั้งหมดที่มีเป็นฐานอ้างอิง
การเลือกฐานอ้างอิงขึ้นอยู่กับคำถามที่ต้องการตอบ หากต้องการดูว่าสินค้าเหลือเมื่อเทียบกับยอดที่มีตอนเริ่มวัน ให้ใช้สต็อกเริ่มต้น แต่หากต้องการทราบว่าสินค้าเหลือเป็นสัดส่วนเท่าใดของสินค้าทั้งหมดที่มีให้จำหน่ายในช่วงนั้น ให้ใช้จำนวนสินค้าที่พร้อมจำหน่ายทั้งหมดเป็นฐานอ้างอิง โดยต้องกำหนดวิธีนับให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ต้องการวิเคราะห์
| วัตถุประสงค์ | ฐานอ้างอิงที่เหมาะสม |
|---|---|
| เปรียบเทียบยอดปลายวันกับยอดต้นวัน | สต็อกเริ่มต้น |
| ดูสัดส่วนสินค้าที่เหลือจากสินค้าที่มีให้จำหน่ายทั้งหมดในช่วงเวลา | สต็อกเริ่มต้นรวมสินค้ารับเข้าที่เกี่ยวข้อง โดยปรับตามขอบเขตการนับที่กำหนด |
| ตรวจสอบความแตกต่างระหว่างยอดในระบบกับสินค้าจริง | ใช้ยอดในระบบและยอดตรวจนับจริงแยกกัน แล้วคำนวณส่วนต่าง |
หากต้องการวิเคราะห์การขายอย่างละเอียด ควรแยกเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือออกจากเปอร์เซ็นต์การขายออกและอัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ เพราะแต่ละตัวชี้วัดตอบคำถามต่างกัน เปอร์เซ็นต์คงเหลือเน้นสัดส่วนจำนวนสินค้า ส่วนอัตราหมุนเวียนใช้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของสินค้าคงคลังในช่วงเวลาที่กำหนด
วิธีคำนวณเปอร์เซ็นต์ใน Excel สำหรับติดตามสต็อก
หากต้องติดตามสินค้าหลายรหัสหรือบันทึกยอดรับเข้าและขายออกทุกวัน การคำนวณเปอร์เซ็นต์ Excel ช่วยลดการคำนวณซ้ำและทำให้เปรียบเทียบสินค้าหลายรายการในตารางเดียวกันได้ วิธีที่ง่ายที่สุดคือแยกคอลัมน์จำนวนสินค้าเริ่มต้น จำนวนขายออก จำนวนคงเหลือ และเปอร์เซ็นต์คงเหลือออกจากกัน จากนั้นใช้สูตรเพื่อคำนวณผลลัพธ์โดยอัตโนมัติ
เริ่มจากสร้างหัวตารางสำหรับข้อมูลที่ต้องใช้ โดยตัวอย่างต่อไปนี้กำหนดให้คอลัมน์ A เป็นชื่อสินค้า คอลัมน์ B เป็นจำนวนสินค้าเริ่มต้น คอลัมน์ C เป็นจำนวนขายออก คอลัมน์ D เป็นจำนวนคงเหลือ และคอลัมน์ E เป็นเปอร์เซ็นต์คงเหลือ
| คอลัมน์ | ข้อมูล | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| A | ชื่อสินค้า | สินค้า A |
| B | จำนวนสินค้าเริ่มต้น | 500 |
| C | จำนวนขายออก | 150 |
| D | จำนวนคงเหลือ | 350 |
| E | เปอร์เซ็นต์คงเหลือ | 70% |
ในเซลล์ D2 ให้ใส่สูตรคำนวณจำนวนคงเหลือดังนี้
=B2-C2
จากนั้นในเซลล์ E2 ให้ใส่สูตรคำนวณเปอร์เซ็นต์คงเหลือดังนี้
=IFERROR(D2/B2,0)
สูตรในเซลล์ E2 จะคืนค่าเป็น 0 เมื่อเกิดข้อผิดพลาด เช่น การหารด้วยศูนย์ จึงควรตรวจสอบคอลัมน์จำนวนสินค้าเริ่มต้นเพิ่มเติม หากต้องการแสดงค่าที่คำนวณได้เป็นเปอร์เซ็นต์ ให้เลือกเซลล์ E2 แล้วเปลี่ยนรูปแบบตัวเลขเป็น Percentage หรือเปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องคูณ 100 ซ้ำในสูตร
หากมีจำนวนสินค้าเริ่มต้นและจำนวนคงเหลืออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องคำนวณยอดขายออกก่อน ตัวอย่างเช่น เซลล์ B2 มีจำนวนเริ่มต้น 500 ชิ้น และเซลล์ D2 มีจำนวนคงเหลือ 350 ชิ้น ให้ใช้สูตรต่อไปนี้ในเซลล์ E2
=IFERROR(D2/B2,0)
เมื่อกำหนดรูปแบบเซลล์เป็นเปอร์เซ็นต์ จะแสดงผลเป็น 70% หากต้องการให้สูตรคืนค่าเป็นตัวเลข 70 โดยไม่ใช้รูปแบบเปอร์เซ็นต์ สามารถใช้สูตร =IFERROR(D2/B2*100,0) ได้ แต่ไม่ควรนำสูตรที่คูณ 100 แล้วไปกำหนดรูปแบบเปอร์เซ็นต์อีก เพราะจะทำให้ค่าที่แสดงคลาดเคลื่อน
เมื่อมีสินค้ารับเข้าในระหว่างช่วงเวลาที่ติดตาม การใช้จำนวนเริ่มต้นลบจำนวนขายออกเพียงอย่างเดียวจะทำให้ยอดคงเหลือไม่ถูกต้อง ควรเพิ่มคอลัมน์สำหรับรับเข้า คืนสินค้า และตัดออก โดยกำหนดให้ B เป็นสต็อกเริ่มต้น C เป็นรับเข้า D เป็นคืนเข้า E เป็นขายออก F เป็นตัดออก G เป็นยอดคงเหลือ และ H เป็นเปอร์เซ็นต์คงเหลือ
ในเซลล์ G2 ใช้สูตร
=B2+C2+D2-E2-F2
ในเซลล์ H2 ใช้สูตร
=IFERROR(G2/B2,0)
ตัวอย่างเช่น เริ่มต้น 400 ชิ้น รับเข้า 100 ชิ้น คืนเข้า 0 ชิ้น ขายออก 180 ชิ้น และตัดออก 20 ชิ้น จะเหลือ 300 ชิ้น หรือ 75% เมื่อเทียบกับสต็อกเริ่มต้น สูตรนี้ยังคงใช้สต็อกเริ่มต้นเป็นฐานอ้างอิง จึงควรระบุให้ชัดเจนหากต้องการใช้จำนวนสินค้าทั้งหมดที่พร้อมจำหน่ายเป็นฐานแทน
คัดลอกสูตรเพื่อคำนวณหลายรายการ
เมื่อใส่สูตรในแถวแรกแล้ว สามารถคัดลอกสูตรลงไปยังแถวถัดไปเพื่อคำนวณสินค้ารายการอื่นได้ ควรตรวจสอบว่าข้อมูลแต่ละแถวเป็นสินค้ารหัสเดียวกัน และไม่มีการนำจำนวนสินค้าต่างชนิดมารวมกันโดยไม่ตั้งใจ หากต้องการติดตามหลายวัน ควรเพิ่มคอลัมน์วันที่และบันทึกฐานอ้างอิงของแต่ละรอบไว้ด้วย
การใช้ตาราง Excel ช่วยให้ตรวจสอบสต็อกได้สะดวกขึ้น แต่ผลลัพธ์จะถูกต้องก็ต่อเมื่อข้อมูลที่กรอกมีความถูกต้องด้วย หากมีการรับสินค้า การคืนสินค้า หรือการตัดสินค้าชำรุดที่ยังไม่ได้บันทึก สูตรก็จะคำนวณจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเช่นเดียวกัน
สินค้าคงเหลือปลายงวดคืออะไร และคำนวณอย่างไร
สินค้าคงเหลือปลายงวดหมายถึงสินค้าที่เหลืออยู่ ณ วันสิ้นสุดรอบบัญชีหรือช่วงเวลาที่กำหนด เช่น สิ้นวัน สิ้นเดือน หรือสิ้นปี ข้อมูลนี้ใช้ติดตามสถานะสินค้าคงคลังและเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ต้นทุนสินค้า แต่สินค้าคงเหลือปลายงวดในแง่จำนวนหน่วยไม่เหมือนกับมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดในทางบัญชี เพราะมูลค่าต้องคำนึงถึงต้นทุนต่อหน่วยและวิธีตีราคาสินค้าด้วย
สูตรหาสินค้าคงเหลือปลายงวดในรูปจำนวนหน่วย
สินค้าคงเหลือปลายงวด = สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้ารับเข้า − สินค้าขายออก − สินค้าที่ตัดออก
สูตรนี้เป็นการสรุปจำนวนสินค้าคงเหลือ โดยต้องรวมรายการที่มีผลต่อจำนวนสินค้าจริง เช่น การคืนสินค้า การปรับยอด และการตัดสินค้าชำรุดให้เหมาะสมกับวิธีบันทึกของธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น ร้านค้าเริ่มต้นเดือนด้วยสินค้า 600 ชิ้น รับสินค้าเพิ่ม 250 ชิ้น ขายออก 500 ชิ้น และตัดสินค้าชำรุด 10 ชิ้น จะมีสินค้าคงเหลือปลายงวดเท่ากับ 600 + 250 − 500 − 10 = 340 ชิ้น หากต้องการหาสัดส่วนเทียบกับสต็อกต้นงวด ให้นำ 340 หารด้วย 600 แล้วคูณ 100 จะได้ประมาณ 56.67%
ตัวเลข 56.67% เป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับสต็อกต้นงวด ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ของสินค้าทั้งหมดที่มีพร้อมจำหน่ายระหว่างเดือน เพราะมีการรับสินค้าเพิ่ม 250 ชิ้นเข้ามา หากต้องการวัดสัดส่วนคงเหลือเทียบกับจำนวนสินค้าทั้งหมดก่อนหักรายการขายและตัดออก สามารถใช้ฐาน 850 ชิ้นได้ ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์
สินค้าคงเหลือปลายงวดในรูปจำนวนเงิน
หากต้องการทราบมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด ต้องพิจารณาต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าที่เหลือ ไม่สามารถนำเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือไปใช้แทนมูลค่าทางบัญชีได้โดยตรง เพราะสินค้าแต่ละล็อตอาจมีต้นทุนซื้อไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น สินค้าเหลือ 100 ชิ้น ไม่ได้หมายความว่ามูลค่าสินค้าคงเหลือจะเท่ากันทุกกรณี หากต้นทุนต่อหน่วยแตกต่างกัน มูลค่ารวมก็แตกต่างกันตามไปด้วย การคำนวณทางบัญชีจึงต้องใช้วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ธุรกิจใช้
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือแตกต่างจาก Average Inventory และ Inventory Turnover อย่างไร
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือ จำนวนสินค้าคงเหลือเฉลี่ย และอัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือเป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่สามารถใช้แทนกันได้ทั้งหมด การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับว่าต้องการทราบสัดส่วนสินค้าที่เหลือ ปริมาณสินค้าที่มีโดยเฉลี่ย หรือความถี่ในการหมุนเวียนของสินค้าภายในช่วงเวลาหนึ่ง
| ตัวชี้วัด | สูตรโดยสรุป | ใช้ตอบคำถามอะไร |
|---|---|---|
| เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือ | (จำนวนคงเหลือ ÷ จำนวนอ้างอิง) × 100 | สินค้าเหลือเป็นสัดส่วนเท่าใด |
| Average Inventory หรือสินค้าคงเหลือเฉลี่ย | (สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้าคงเหลือปลายงวด) ÷ 2 | มีสินค้าคงเหลือโดยเฉลี่ยเท่าใดในช่วงที่วิเคราะห์ |
| Inventory Turnover Ratio หรืออัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ | ต้นทุนขาย ÷ มูลค่าสินค้าคงเหลือเฉลี่ย | สินค้าคงคลังหมุนเวียนเมื่อเทียบกับต้นทุนขายกี่เท่า |
| Inventory Days หรือ Inventory Turnover Days | จำนวนวันในช่วงที่วิเคราะห์ ÷ อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ | โดยประมาณใช้เวลากี่วันต่อการหมุนเวียนสินค้าหนึ่งรอบ |
สำหรับการคำนวณ Average Inventory สูตรค่าเฉลี่ยระหว่างต้นงวดและปลายงวดเป็นวิธีพื้นฐาน หากมีข้อมูลสินค้าคงเหลือหลายช่วงเวลา อาจใช้ค่าเฉลี่ยจากข้อมูลที่ถี่ขึ้นเพื่อให้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงระหว่างงวดได้เหมาะสมกว่า ทั้งนี้ ต้องใช้ข้อมูลที่มีหน่วยและวิธีตีราคาสอดคล้องกัน
ตัวอย่างคำนวณอัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ
สมมติว่าธุรกิจมีต้นทุนขาย 120,000 บาทในช่วงเวลาหนึ่ง และมีมูลค่าสินค้าคงเหลือต้นงวด 30,000 บาท กับปลายงวด 20,000 บาท
มูลค่าสินค้าคงเหลือเฉลี่ย = (30,000 + 20,000) ÷ 2 = 25,000 บาท
Inventory Turnover Ratio = 120,000 ÷ 25,000 = 4.8 เท่า
ผลลัพธ์ 4.8 เท่าหมายถึงอัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือที่คำนวณจากต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือเฉลี่ยในช่วงที่เลือก ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชิ้นถูกขายและเติมใหม่ครบ 4.8 ครั้งอย่างแท้จริง เพราะสินค้าหลายชนิดอาจมีอัตราการขายต่างกัน
Inventory Day สูตรและการตีความผลลัพธ์
หากใช้อัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือในการประมาณจำนวนวัน สามารถนำจำนวนวันในช่วงที่วิเคราะห์หารด้วยอัตราหมุนเวียนที่คำนวณได้ เช่น หากใช้งวด 360 วันและมีอัตราหมุนเวียน 4.8 เท่า จะได้ 360 ÷ 4.8 = 75 วัน โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่าใช้ช่วงเวลา 360 วันหรือ 365 วันตามวิธีวิเคราะห์ที่เลือก
ค่า Inventory Days เป็นตัวชี้วัดโดยประมาณ ไม่ใช่จำนวนวันที่สินค้าทุกชิ้นจะคงอยู่ในคลังเท่ากัน การแปลผลควรพิจารณาประเภทธุรกิจ ฤดูกาล ความผันผวนของยอดขาย และลักษณะสินค้าเพิ่มเติมด้วย
อัตราหมุนเวียนสูงหรือต่ำ แบบไหนดีกว่า
อัตราหมุนเวียนที่สูงอาจแสดงว่าสินค้าขายหรือถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าคงเหลือเฉลี่ย ช่วยลดเงินทุนที่ผูกอยู่กับสต็อกได้ในบางสถานการณ์ แต่หากมีสินค้าเหลือน้อยเกินไปก็อาจทำให้เกิดสินค้าขาดสต็อกและเสียโอกาสในการขายได้เช่นกัน
ในทางกลับกัน อัตราหมุนเวียนต่ำอาจบ่งชี้ว่าสินค้าขายช้า มีสินค้าค้างคลัง หรือธุรกิจซื้อสินค้าไว้มากกว่าความต้องการ แต่ก็อาจเกิดจากการเตรียมสินค้าสำรองสำหรับช่วงที่ยอดขายสูงหรือระยะเวลารอส่งมอบนานได้ จึงควรเปรียบเทียบกับข้อมูลของธุรกิจเองและรูปแบบความต้องการสินค้า ไม่ควรตัดสินจากตัวเลขเพียงค่าเดียว
Safety Stock คืออะไร และเกี่ยวข้องกับเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลืออย่างไร
Safety Stock หรือสต็อกสำรองเพื่อความปลอดภัย คือจำนวนสินค้าที่ธุรกิจตั้งใจเก็บไว้เพิ่มเติมเพื่อรองรับความไม่แน่นอน เช่น ความต้องการที่เพิ่มขึ้นกะทันหันหรือการส่งสินค้าจากผู้ขายล่าช้า จุดประสงค์คือช่วยลดความเสี่ยงที่สินค้าจะหมดก่อนมีสินค้าใหม่เข้ามา
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือช่วยบอกสัดส่วนสินค้าที่เหลือจากฐานอ้างอิง แต่ไม่ได้บอกโดยตรงว่าสต็อกนั้นเพียงพอต่อความต้องการในอนาคตหรือไม่ สินค้าสองรายการที่เหลือ 20% เท่ากันอาจมีความเสี่ยงขาดสต็อกต่างกัน หากรายการหนึ่งขายได้วันละไม่กี่ชิ้น ส่วนอีกรายการขายได้จำนวนมากต่อวัน
วิธีคำนวณสต็อกสำรองมีหลายรูปแบบ สูตรพื้นฐานแบบหนึ่งคือ
Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน × ระยะเวลารอสินค้าสูงสุด) − (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลารอสินค้าเฉลี่ย)
สูตรนี้ใช้ข้อมูลยอดขายและระยะเวลารอสินค้าเพื่อประมาณส่วนสำรองที่จำเป็นภายใต้สมมติฐานของวิธีดังกล่าว ก่อนนำไปใช้จริงควรตรวจสอบว่าข้อมูลย้อนหลังเป็นตัวแทนของสภาพธุรกิจได้เหมาะสมหรือไม่ และไม่ควรถือว่าผลลัพธ์เป็นระดับสำรองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกกิจการ
ตัวอย่างเช่น หากสินค้ามียอดขายสูงสุดต่อวัน 10 ชิ้น และระยะเวลารอสินค้าสูงสุด 8 วัน ขณะที่ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน 6 ชิ้น และระยะเวลารอสินค้าเฉลี่ย 5 วัน จะได้
Safety Stock = (10 × 8) − (6 × 5) = 50 ชิ้น
ผลลัพธ์จากตัวอย่างนี้คือสต็อกสำรอง 50 ชิ้นตามสูตรที่เลือก ธุรกิจควรตรวจสอบรูปแบบยอดขาย ความแปรปรวนของเวลาจัดส่ง และต้นทุนการเก็บสินค้าเพิ่มเติมก่อนกำหนดปริมาณสำรองจริง
Lead Time Demand คืออะไร
Lead Time Demand คือจำนวนสินค้าที่คาดว่าจะขายหรือถูกใช้ระหว่างรอสินค้ารอบใหม่มาถึง หากใช้ยอดขายเฉลี่ยต่อวันเป็นฐาน สามารถคำนวณได้ดังนี้
ความต้องการระหว่างรอสินค้า = ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลารอสินค้า
หากยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 6 ชิ้นต่อวัน และต้องรอสินค้า 5 วัน ความต้องการระหว่างรอสินค้าจะเท่ากับ 30 ชิ้น ข้อมูลนี้ช่วยให้ประเมินได้ว่าจำนวนสินค้าคงเหลือที่เห็นในปัจจุบันเพียงพอสำหรับช่วงรอส่งมอบหรือไม่
จุดสั่งซื้อซ้ำและความเสี่ยงสินค้าขาดสต็อก
Reorder Point หรือจุดสั่งซื้อซ้ำเป็นระดับสินค้าคงเหลือที่ใช้เป็นสัญญาณให้พิจารณาสั่งสินค้าเพิ่ม สูตรพื้นฐานที่ใช้กันคือ
จุดสั่งซื้อซ้ำ = ความต้องการระหว่างรอสินค้า + Safety Stock
หากความต้องการระหว่างรอสินค้าเท่ากับ 30 ชิ้น และสต็อกสำรองเท่ากับ 50 ชิ้น จุดสั่งซื้อซ้ำตามตัวอย่างจะเท่ากับ 80 ชิ้น เมื่อสินค้าคงเหลือเข้าใกล้ระดับนี้ ธุรกิจควรตรวจสอบแผนจัดซื้อและสินค้าที่กำลังเดินทางมาด้วย
ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่ข้อกำหนดว่าทุกร้านค้าต้องเก็บสินค้าสำรองหรือสั่งซื้อเมื่อเหลือจำนวนเดียวกัน เพราะระดับที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการสินค้า ระยะเวลาจัดส่ง ความสำคัญของสินค้า และต้นทุนการเก็บรักษา
บางธุรกิจอาจเริ่มวางแผนสต็อกสำรองโดยใช้เปอร์เซ็นต์ของความต้องการระหว่างรอสินค้าเพื่อให้คำนวณได้ง่าย แต่ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะสมกับทุกประเภทสินค้า การตั้งสต็อกสำรองควรอิงข้อมูลยอดขายจริง ความไม่แน่นอนของอุปสงค์ ความล่าช้าของผู้ขาย และระดับความเสี่ยงที่ธุรกิจยอมรับได้
การดูเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือร่วมกับ Lead Time Demand และ Safety Stock ช่วยให้ตัดสินใจได้รอบด้านกว่าการดูเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะสินค้าที่ขายเร็ว สินค้าที่ใช้เป็นวัตถุดิบ หรือสินค้าที่ต้องรอสั่งจากผู้ขายเป็นเวลานาน
วิธีตรวจสอบผลลัพธ์และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
หลังคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือแล้ว ควรตรวจสอบทั้งตัวเลขที่ใช้ ฐานการคำนวณ และช่วงเวลาที่บันทึกข้อมูล เพื่อให้ผลลัพธ์สะท้อนสถานะสต็อกจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ได้จากสูตร
ตรวจสอบว่าข้อมูลตรงกับช่วงเวลาที่ต้องการ
หากต้องการทราบสต็อกที่เหลือหลังการขายประจำวัน ควรใช้จำนวนสินค้าเริ่มต้นและจำนวนสินค้าคงเหลือ ณ ช่วงเวลาที่สอดคล้องกัน หากนำยอดคงเหลือจากคนละวันมาเปรียบเทียบ เปอร์เซ็นต์ที่ได้อาจไม่ตรงกับสถานการณ์จริง
ตรวจสอบหน่วยนับและรายการสินค้า
ควรใช้หน่วยนับเดียวกันตลอดการคำนวณ เช่น ชิ้น กล่อง หรือแพ็ก หากจำนวนสินค้าเริ่มต้นบันทึกเป็นกล่อง แต่จำนวนคงเหลือบันทึกเป็นชิ้น ต้องแปลงหน่วยให้ตรงกันก่อน นอกจากนี้ ควรตรวจสอบว่าตัวเลขทั้งสองรายการอ้างอิงสินค้ารหัสเดียวกันและขอบเขตสต็อกเดียวกัน
ระวังเปอร์เซ็นต์ที่ผิดปกติ
- ได้ 0%: หมายถึงไม่มีสินค้าเหลือเมื่อเทียบกับฐานที่ใช้คำนวณ หากจำนวนคงเหลือไม่ใช่ศูนย์ ให้ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง
- ได้ 100%: หมายถึงจำนวนคงเหลือเท่ากับฐานอ้างอิง อาจเกิดขึ้นเมื่อยังไม่มีสินค้าออกจากสต็อก
- ได้มากกว่า 100%: อาจเกิดจากการรับสินค้าเพิ่ม หรือใช้จำนวนเริ่มต้นเป็นฐานทั้งที่สต็อกมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบก่อนสรุปว่าเป็นข้อผิดพลาด
- ได้ค่าติดลบ: มักบ่งชี้ว่าจำนวนคงเหลือน้อยกว่าศูนย์ หรือข้อมูลมีปัญหา ควรตรวจสอบรายการเบิกจ่าย การปรับยอด และสินค้าที่บันทึกไม่ครบ
อย่าสับสนระหว่างจำนวนที่เหลือกับเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือแสดงสัดส่วนเมื่อเทียบกับฐานอ้างอิง ไม่ได้บอกจำนวนชิ้นที่เหลือโดยตรง ตัวอย่างเช่น สินค้าสองรายการอาจเหลือ 25% เท่ากัน แต่รายการหนึ่งเหลือ 25 ชิ้น ขณะที่อีกรายการเหลือ 250 ชิ้น ดังนั้น หากต้องตัดสินใจเติมสินค้า ควรพิจารณาจำนวนคงเหลือจริงควบคู่กันด้วย
ใช้เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือช่วยติดตามและวางแผนสต็อก
เมื่อคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือได้แล้ว สามารถนำไปใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของสต็อกและจัดลำดับความสำคัญในการตรวจสอบสินค้าได้ โดยควรเปรียบเทียบสินค้าประเภทเดียวกันหรือใช้ฐานอ้างอิงที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ความแตกต่างของขนาดสต็อกทำให้เข้าใจสถานการณ์คลาดเคลื่อน
ใช้ติดตามสต็อกตามรอบเวลา
บันทึกเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ทุกวันหรือทุกสัปดาห์ แล้วเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า หากเปอร์เซ็นต์ลดลงต่อเนื่อง ควรตรวจสอบยอดขาย การเบิกสินค้า และรายการปรับปรุงสต็อก เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
การเปรียบเทียบจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อใช้ฐานเดียวกัน หากจำนวนสินค้าเริ่มต้นเปลี่ยนทุกครั้งที่รับสินค้าใหม่ ควรบันทึกฐานอ้างอิงของแต่ละรอบไว้ด้วย เพื่อให้ทราบว่าเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงเกิดจากการขาย การเบิก หรือการเปลี่ยนแปลงของจำนวนสินค้าในระบบ
ใช้ประกอบการพิจารณาเติมสินค้า
เปอร์เซ็นต์ที่เหลือน้อยอาจเป็นสัญญาณให้ตรวจสอบความจำเป็นในการสั่งซื้อเพิ่ม แต่ไม่ควรกำหนดให้ทุกรายการต้องเติมสินค้าเมื่อถึงเปอร์เซ็นต์เดียวกัน เพราะสินค้าแต่ละชนิดมีอัตราการขาย ระยะเวลารอรับสินค้า และความสำคัญต่อการดำเนินงานแตกต่างกัน
ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้ร่วมกัน
- จำนวนคงเหลือจริง: ตรวจสอบว่ายังมีสินค้าพร้อมขายหรือพร้อมใช้งานกี่หน่วย
- ความเร็วในการขาย: ดูว่าสินค้าถูกขายหรือเบิกออกมากน้อยเพียงใดในช่วงที่ผ่านมา
- ระยะเวลารอสินค้า: พิจารณาว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าสินค้ารอบใหม่จะมาถึง
- สต็อกสำรอง: ประเมินว่าควรเก็บสินค้าเผื่อความต้องการเพิ่มขึ้นหรือความล่าช้าในการจัดส่งเท่าใด
- สินค้าที่กำลังรับเข้า: ตรวจสอบคำสั่งซื้อที่ยังไม่ส่งมอบ เพื่อไม่ให้สั่งซ้ำโดยไม่จำเป็น
- พื้นที่และต้นทุนจัดเก็บ: พิจารณาข้อจำกัดในการเก็บสินค้าและเงินทุนที่ต้องใช้ในการซื้อสินค้าเพิ่ม
ใช้เปรียบเทียบสินค้าและวิเคราะห์สินค้าขายช้า
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเปรียบเทียบสินค้า แต่ควรดูร่วมกับจำนวนขายออก มูลค่าสต็อก และระยะเวลาที่สินค้าอยู่ในคลัง สินค้าที่เหลือเป็นเปอร์เซ็นต์สูงไม่ได้หมายความว่าขายช้าเสมอไป เพราะอาจเพิ่งรับสินค้าเข้ามาใหม่ ในทางกลับกัน สินค้าที่เหลือเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำอาจขายเร็วหรืออาจมีการสั่งซื้อมาในปริมาณน้อยตั้งแต่ต้น
หากต้องการวิเคราะห์สินค้าขายช้า ให้ตรวจสอบประวัติการขายและช่วงเวลาที่ไม่มีการเคลื่อนไหวประกอบด้วย ส่วนสินค้าที่มีอัตราการขายสูงควรตรวจสอบความเสี่ยงขาดสต็อกและความพร้อมของผู้ขาย เพื่อให้แผนเติมสินค้าสอดคล้องกับความต้องการจริง
ตรวจนับสินค้าจริงและแก้ไขความคลาดเคลื่อน
ข้อมูลในระบบอาจไม่ตรงกับจำนวนสินค้าจริง หากมีการขายที่ยังไม่บันทึก การรับสินค้าไม่ครบ การคืนสินค้าที่ไม่ได้ปรับยอด หรือการสูญหายและชำรุด การตรวจนับสินค้าจริงจึงช่วยยืนยันว่าจำนวนคงเหลือที่นำไปคำนวณเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
เมื่อพบความแตกต่าง ควรตรวจสอบเอกสารรับสินค้า รายการขาย รายการคืนสินค้า การเบิกใช้ และการปรับยอดก่อนแก้ไขข้อมูล หากปรับยอดแล้วควรบันทึกเหตุผลและวันที่ตรวจสอบ เพื่อให้สามารถย้อนดูความเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือ
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือใช้บอกอะไร?
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือบอกสัดส่วนของสินค้าที่เหลือเมื่อเทียบกับจำนวนอ้างอิง เช่น สต็อกเริ่มต้นหรือสินค้าทั้งหมดที่พร้อมจำหน่าย เหมาะสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงของสต็อก แต่ควรดูจำนวนหน่วยที่เหลือจริงร่วมด้วย
หากจำนวนสินค้าเริ่มต้นอยู่ในเซลล์ B2 และจำนวนสินค้าคงเหลืออยู่ในเซลล์ D2 ให้ใช้สูตร =IFERROR(D2/B2,0) จากนั้นกำหนดรูปแบบเซลล์เป็นเปอร์เซ็นต์ หากต้องการคำนวณหลายรายการ ให้คัดลอกสูตรลงไปในแถวถัดไปและตรวจสอบว่าข้อมูลของแต่ละแถวถูกต้อง
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือเป็น 0% หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าไม่มีสินค้าคงเหลือเมื่อเทียบกับฐานอ้างอิง หากระบบยังแสดงจำนวนสินค้าอยู่ ควรตรวจสอบยอดและช่วงเวลาของข้อมูล รวมถึงตรวจสอบว่ามีการรับสินค้าเพิ่มหรือการปรับยอดที่ยังไม่ได้บันทึกหรือไม่
ทำไมเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือจึงมากกว่า 100%?
อาจเกิดจากการรับสินค้าเพิ่มจนจำนวนคงเหลือสูงกว่าฐานอ้างอิง หรือจากการใช้จำนวนสินค้าเริ่มต้นที่ไม่ตรงกับช่วงเวลาปัจจุบัน ควรตรวจสอบรายการรับเข้า การคืนสินค้า และการปรับยอดก่อนสรุปว่าเป็นข้อผิดพลาด
ควรคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือบ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับความเร็วในการขายและความสำคัญของสินค้า สินค้าที่มีการเคลื่อนไหวเร็วอาจต้องติดตามทุกวัน ส่วนสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าอาจตรวจสอบตามรอบที่เหมาะสม โดยควรกำหนดช่วงเวลาที่ใช้คำนวณให้ชัดเจนเพื่อเปรียบเทียบผลได้อย่างถูกต้อง
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือแตกต่างจากอัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลืออย่างไร?
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือใช้จำนวนสินค้าที่เหลือหารด้วยจำนวนอ้างอิงแล้วคูณ 100 ส่วนอัตราหมุนเวียนสินค้าคงเหลือใช้ต้นทุนขายหารด้วยมูลค่าสินค้าคงเหลือเฉลี่ย เพื่อวิเคราะห์การหมุนเวียนของสินค้าภายในช่วงเวลาที่กำหนด ตัวชี้วัดทั้งสองจึงเหมาะกับการตอบคำถามคนละประเภท
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือน้อยหมายความว่าต้องสั่งซื้อทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็น ควรตรวจสอบจำนวนคงเหลือจริง ยอดขายเฉลี่ย ระยะเวลารอสินค้า สต็อกสำรอง และสินค้าที่กำลังจะได้รับก่อนตัดสินใจ เพราะเปอร์เซ็นต์ที่เหลือน้อยไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกรายการจะขาดสต็อกในเวลาเดียวกัน
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือใช้คำนวณจำนวนที่ต้องสั่งซื้อได้โดยตรงหรือไม่?
ไม่ได้โดยตรง เพราะเปอร์เซ็นต์แสดงสัดส่วนที่เหลือ ส่วนจำนวนที่ต้องสั่งซื้อขึ้นอยู่กับความต้องการในอนาคต จำนวนสินค้าที่มีอยู่ สินค้าที่กำลังจะได้รับ และระดับสต็อกสำรองที่ธุรกิจต้องการ
หากรับสินค้าเพิ่มระหว่างรอบ ควรคำนวณอย่างไร?
ควรบันทึกจำนวนรับเข้าและรายการเคลื่อนไหวอื่นทั้งหมดก่อนหายอดคงเหลือ จากนั้นเลือกฐานอ้างอิงให้ตรงกับวัตถุประสงค์ หากต้องการเทียบกับสต็อกต้นงวด ให้ใช้จำนวนต้นงวดเป็นฐาน แต่หากต้องการดูสัดส่วนของสินค้าทั้งหมดที่มีให้จำหน่าย ต้องรวมสินค้ารับเข้าที่เกี่ยวข้องในฐานคำนวณด้วย
การขายสินค้าและการตัดสินค้าชำรุดมีผลต่อเปอร์เซ็นต์หรือไม่?
มีผล เพราะการขายและการตัดสินค้าชำรุดทำให้จำนวนคงเหลือลดลง ควรบันทึกรายการแต่ละประเภทให้ครบถ้วน เพื่อให้ยอดในระบบตรงกับสินค้าที่มีอยู่จริง และสามารถอธิบายสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสต็อกได้
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือเหมือนกับเปอร์เซ็นต์ส่วนลดหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน แม้หลักการคำนวณจะใช้การหารแล้วคูณ 100 เช่นเดียวกัน แต่เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือเปรียบเทียบจำนวนสินค้ากับฐานสต็อก ส่วนการคำนวณเปอร์เซ็นต์ส่วนลดเปรียบเทียบจำนวนเงินที่ลดกับราคาเดิม ตัวอย่างเช่น ส่วนลดเป็นเปอร์เซ็นต์ = (จำนวนเงินส่วนลด ÷ ราคาเดิม) × 100 จึงไม่ควรใช้ตัวเลขจากการคำนวณส่วนลดมาแทนเปอร์เซ็นต์สต็อก
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือใช้คำนวณเงินเดือนหรือเปอร์เซ็นต์ไขมันได้หรือไม่?
สูตรเปอร์เซ็นต์พื้นฐานสามารถประยุกต์ใช้กับข้อมูลหลายประเภทได้ แต่ฐานอ้างอิงและความหมายของผลลัพธ์ต้องตรงกับเรื่องที่ต้องการคำนวณ การคำนวณเปอร์เซ็นต์เงินเดือน เช่น การเปลี่ยนแปลงเงินเดือนหรือสัดส่วนเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ต้องใช้จำนวนเงินเป็นฐาน ส่วนการคำนวณเปอร์เซ็นต์เงินเดือนครูต้องอ้างอิงข้อมูลเงินเดือนและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การคำนวณเปอร์เซ็นต์ไขมันใช้ข้อมูลและวิธีประเมินเฉพาะทาง จึงไม่สามารถใช้สูตรสินค้าคงเหลือแทนได้โดยตรง
สรุปวิธีคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือจากสต็อก
การคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือจากสต็อกเริ่มจากหาจำนวนสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง แล้วนำจำนวนดังกล่าวหารด้วยฐานอ้างอิงและคูณ 100 หากมีสินค้าเข้า ขายออก คืนสินค้า หรือมีการตัดสินค้าชำรุด ต้องรวมรายการเคลื่อนไหวให้ครบก่อนคำนวณ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับสถานะสต็อกจริง
สำหรับธุรกิจที่มีสินค้าหลายรายการ การใช้ Excel ช่วยคำนวณเปอร์เซ็นต์และติดตามข้อมูลในตารางเดียวกันได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ Average Inventory, Inventory Turnover, Inventory Days และ Safety Stock ช่วยเพิ่มมุมมองเกี่ยวกับการหมุนเวียนสินค้าและความเสี่ยงขาดสต็อกได้มากกว่าการดูเปอร์เซ็นต์เพียงค่าเดียว
สิ่งสำคัญคือควรกำหนดฐานอ้างอิงและช่วงเวลาให้ชัดเจน ตรวจสอบจำนวนสินค้าจริงเป็นระยะ และใช้เปอร์เซ็นต์ร่วมกับยอดคงเหลือ ความเร็วในการขาย และระยะเวลารอสินค้า เพื่อวางแผนเติมสินค้าได้เหมาะสมกับการดำเนินงานของธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อย
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือใช้บอกอะไร?
ใช้บอกสัดส่วนของสินค้าที่เหลือเมื่อเทียบกับจำนวนสินค้าเริ่มต้นหรือฐานอ้างอิงที่กำหนด ไม่ได้บอกจำนวนชิ้นที่เหลือโดยตรง
ทำไมเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือจึงมากกว่า 100%?
อาจเกิดจากการรับสินค้าเพิ่มจนจำนวนคงเหลือสูงกว่าฐานอ้างอิง หรือจากการใช้ฐานคำนวณที่ไม่ตรงกับสถานะสต็อกปัจจุบัน ควรตรวจสอบรายการรับเข้าและข้อมูลที่ใช้คำนวณ
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือเป็น 0% หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าไม่มีสินค้าคงเหลือเมื่อเทียบกับฐานอ้างอิง หากระบบยังแสดงจำนวนสินค้าอยู่ ควรตรวจสอบยอดและช่วงเวลาของข้อมูล
ควรคำนวณเปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือบ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับความเร็วในการขายและความสำคัญของสินค้า สินค้าที่เปลี่ยนแปลงเร็วอาจต้องติดตามทุกวัน ส่วนสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าอาจตรวจสอบตามรอบที่เหมาะสม
สามารถใช้เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือเปรียบเทียบสินค้าต่างชนิดได้หรือไม่?
เปรียบเทียบได้ในแง่สัดส่วน แต่ควรระวังความแตกต่างของฐานเริ่มต้น อัตราการขาย และระยะเวลารอสินค้า เพราะเปอร์เซ็นต์เท่ากันไม่ได้หมายถึงความเสี่ยงขาดสต็อกเท่ากัน
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือน้อยหมายความว่าต้องสั่งซื้อทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็น ต้องพิจารณาจำนวนคงเหลือจริง ความเร็วในการขาย สินค้าที่กำลังรับเข้า และระยะเวลารอส่งมอบร่วมกันก่อนตัดสินใจ
เปอร์เซ็นต์สินค้าคงเหลือใช้คำนวณจำนวนที่ต้องสั่งซื้อได้โดยตรงหรือไม่?
ไม่ได้โดยตรง เพราะเปอร์เซ็นต์แสดงสัดส่วนที่เหลือ ส่วนจำนวนที่ต้องสั่งซื้อขึ้นอยู่กับความต้องการในอนาคต จำนวนที่มีอยู่ และสินค้าที่กำลังจะได้รับ
หากรับสินค้าเพิ่มระหว่างรอบ ควรคำนวณอย่างไร?
ควรบันทึกจำนวนรับเข้าและกำหนดฐานอ้างอิงให้ชัดเจน หากต้องการติดตามสต็อกปัจจุบัน ให้ใช้จำนวนคงเหลือหลังรับเข้าเทียบกับฐานที่เหมาะสม และระบุว่าฐานนั้นเป็นจำนวนเริ่มต้นหรือจำนวนหลังปรับสต็อก