คำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้
คำตอบโดยย่อ: การคำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ทำได้โดยนำค่าใช้จ่ายรวมในช่วงเวลาหนึ่งหารด้วยรายได้รวมในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วคูณด้วย 100 เช่น มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท และมีรายจ่าย 20,000 บาท จะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายเท่ากับ 66.67% ของรายได้
สูตรคำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้
การคำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้เป็นวิธีตรวจสอบว่าเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนถูกนำไปใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด โดยเปรียบเทียบรายจ่ายทั้งหมดกับรายได้รวม เพื่อให้เห็นภาพรวมของภาระค่าใช้จ่ายและเงินที่ยังเหลือสำหรับการออมหรือใช้จ่ายด้านอื่น
สูตรคำนวณมีดังนี้
เปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ = (ค่าใช้จ่ายรวม ÷ รายได้รวม) × 100
ตัวเลขแต่ละส่วนมีความหมายดังนี้
- ค่าใช้จ่ายรวม: เงินที่จ่ายออกไปทั้งหมดในช่วงเวลาที่ต้องการวิเคราะห์ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าสาธารณูปโภค ค่าผ่อนชำระ และค่าใช้จ่ายส่วนตัว
- รายได้รวม: เงินที่ได้รับในช่วงเวลาเดียวกัน อาจประกอบด้วยเงินเดือน รายได้ประจำ รายได้เสริม และรายได้จากแหล่งอื่นที่ได้รับจริงในช่วงนั้น
- 100: ตัวคูณสำหรับแปลงผลลัพธ์จากอัตราส่วนให้เป็นเปอร์เซ็นต์หรือร้อยละ
ตัวอย่างการใช้สูตรคำนวณ
สมมติว่ามีรายได้รวมเดือนละ 30,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายรวม 18,000 บาท สามารถคำนวณได้ดังนี้
- นำค่าใช้จ่ายรวมตั้งต้น คือ 18,000 บาท
- หารด้วยรายได้รวม 30,000 บาท
- นำผลลัพธ์ที่ได้คูณด้วย 100
ดังนั้น
18,000 ÷ 30,000 × 100 = 60%
หมายความว่า รายได้ทั้งหมดถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่าย 60% และเหลืออีก 40% หรือ 12,000 บาท ก่อนนำไปจัดสรรเป็นเงินออม เงินลงทุน หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ยังไม่ได้รวมในรายการ
หากต้องการทำความเข้าใจการหาร้อยละจากจำนวนเงินเพิ่มเติม สามารถอ่านเรื่อง 3% ของ 10,000 บาท เท่ากับเท่าไหร่ เพื่อดูหลักการคำนวณเปอร์เซ็นต์พื้นฐานได้
ดูเพิ่มเติม: วิธีคำนวณเปอร์เซ็นต์ด้วยเครื่องคิดเลข ฉบับเข้าใจง่าย | เครื่องคิดเลข
ตัวอย่างคำนวณค่าใช้จ่ายต่อรายได้แบบรายเดือน
การดูสูตรเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เห็นภาพว่าควรรวมค่าใช้จ่ายประเภทใดบ้าง ลองพิจารณาตัวอย่างของคนทำงานที่มีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท โดยแบ่งรายจ่ายตามประเภทที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมรายได้ต่อเดือน
สมมติว่ามีรายได้จากเงินเดือน 27,000 บาท และมีรายได้เสริมจากงานพิเศษอีก 3,000 บาท เมื่อนำมารวมกันจะได้รายได้ทั้งหมดดังนี้
| แหล่งรายได้ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| เงินเดือน | 27,000 บาท |
| รายได้เสริม | 3,000 บาท |
| รายได้รวม | 30,000 บาท |
ควรใช้รายได้ที่ได้รับในช่วงเดือนเดียวกับค่าใช้จ่ายที่กำลังตรวจสอบ หากรายได้เสริมไม่แน่นอน อาจแยกบันทึกไว้ต่างหากเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างรายได้ประจำกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน
ขั้นตอนที่ 2 แยกค่าใช้จ่ายตามประเภท
ตัวอย่างการจัดทำรายการค่าใช้จ่ายรายเดือนมีดังนี้
| ประเภทค่าใช้จ่าย | จำนวนเงิน | เปอร์เซ็นต์ของรายได้ |
|---|---|---|
| ค่าอาหาร | 6,000 บาท | 20% |
| ค่าเดินทาง | 2,000 บาท | 6.67% |
| ค่าที่พัก | 8,000 บาท | 26.67% |
| ค่าน้ำและค่าไฟ | 1,500 บาท | 5% |
| ค่าผ่อนชำระหนี้ | 3,000 บาท | 10% |
| รวมค่าใช้จ่าย | 20,500 บาท | 68.34%* |
*เปอร์เซ็นต์รวมแสดงจากการปัดเศษ โดยผลคำนวณจริงคือประมาณ 68.33%
การแยกรายจ่ายแบบนี้ช่วยให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายประเภทใดใช้เงินมากที่สุด ในตัวอย่างนี้ค่าที่พักเป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมาคือค่าอาหาร จึงสามารถนำข้อมูลไปพิจารณาว่ามีรายการใดที่ปรับลดได้โดยไม่กระทบความจำเป็นในชีวิตประจำวันมากเกินไป
ขั้นตอนที่ 3 คำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายรวม
เมื่อรวบรวมรายจ่ายครบแล้ว ให้นำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาบวกกัน
6,000 + 2,000 + 8,000 + 1,500 + 3,000 = 20,500 บาท
จากนั้นแทนค่าลงในสูตร
20,500 ÷ 30,000 × 100 = 68.33%
ผลลัพธ์หมายความว่า ในทุก ๆ 100 บาทที่ได้รับ จะมีเงินประมาณ 68.33 บาทถูกนำไปใช้จ่ายตามรายการที่บันทึกไว้
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบเงินคงเหลือ
หลังจากหาสัดส่วนค่าใช้จ่ายแล้ว ควรตรวจสอบจำนวนเงินที่เหลือด้วย เพื่อให้ทราบว่ายังมีเงินสำหรับเป้าหมายทางการเงินอื่นเท่าใด
รายได้รวม 30,000 - ค่าใช้จ่ายรวม 20,500 = 9,500 บาท
ดังนั้น เงินคงเหลือเท่ากับ 31.67% ของรายได้ หรือ 9,500 บาท ซึ่งสามารถนำไปแบ่งเป็นเงินออม เงินสำรองฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่ยังไม่ได้รวมในรายการได้ ทั้งนี้ควรตรวจสอบว่ามีรายจ่ายที่ตกหล่นหรือไม่ก่อนสรุปยอดเงินเหลือจริง
การแปลผลเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่าย
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไม่ได้บอกโดยตรงว่าการใช้จ่ายดีหรือไม่ดี แต่ช่วยให้เห็นภาระรายจ่ายเมื่อเทียบกับรายได้ โดยสามารถใช้แนวทางต่อไปนี้ในการพิจารณา
| ผลการคำนวณ | แนวทางพิจารณา |
|---|---|
| ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า 50% | ตรวจสอบว่าสามารถจัดสรรเงินส่วนที่เหลือไปสู่เป้าหมายการออมได้อย่างไร |
| ค่าใช้จ่าย 50–70% | พิจารณาความสมดุลระหว่างรายจ่ายประจำ เงินออม และค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น |
| ค่าใช้จ่าย 70–90% | ตรวจสอบรายการที่ลดหรือปรับเปลี่ยนได้ และวางแผนเงินสำรองให้เหมาะสม |
| ค่าใช้จ่ายมากกว่า 90% | ควรตรวจสอบภาระรายจ่ายอย่างละเอียด เพราะมีเงินเหลือสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดค่อนข้างจำกัด |
ช่วงเปอร์เซ็นต์ข้างต้นเป็นเพียงแนวทางช่วยตรวจสอบงบประมาณ ไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ตัดสินฐานะทางการเงินของทุกคน เพราะแต่ละคนมีรายได้ ภาระครอบครัว ค่าครองชีพ และภาระหนี้สินแตกต่างกัน
ควรใช้รายได้ก่อนหักภาษีหรือรายได้สุทธิในการคำนวณ
การเลือกตัวเลขรายได้มาเป็นฐานคำนวณมีผลต่อเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายที่ได้ โดยทั่วไปสามารถใช้ได้ทั้งรายได้ก่อนหักภาษีและรายได้สุทธิ แต่ควรเลือกให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ และไม่ควรนำรายได้คนละประเภทมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายโดยไม่ตรวจสอบความแตกต่าง
รายได้ก่อนหักภาษีเหมาะกับการวิเคราะห์ภาพรวม
รายได้ก่อนหักภาษีคือรายได้ที่ได้รับก่อนนำรายการหักต่าง ๆ เช่น ภาษีเงินได้และเงินสมทบที่เกี่ยวข้องมาหักออก เหมาะสำหรับการดูภาพรวมของรายได้จากการทำงาน หรือการเปรียบเทียบรายได้กับรายได้ในช่วงเวลาอื่น
อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้ทั้งหมด เพราะยังมีรายการหักก่อนที่เงินจะเข้าบัญชีจริง
รายได้สุทธิเหมาะกับการจัดทำงบประมาณส่วนบุคคล
รายได้สุทธิคือเงินที่เหลือหลังจากหักรายการต่าง ๆ จากรายได้ก่อนหักภาษีตามที่เกี่ยวข้องแล้ว สำหรับการวางแผนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การใช้เงินที่ได้รับจริงหรือเงินที่สามารถนำมาใช้ได้จะช่วยให้เห็นภาระรายจ่ายได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากกว่า
ตัวอย่างเช่น มีเงินเดือนก่อนหักรายการต่าง ๆ 30,000 บาท แต่ได้รับเงินเข้าบัญชีจริง 27,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายรายเดือน 20,000 บาท
| ฐานรายได้ | วิธีคำนวณ | สัดส่วนค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|
| รายได้ก่อนหักภาษี | 20,000 ÷ 30,000 × 100 | 66.67% |
| รายได้สุทธิ | 20,000 ÷ 27,000 × 100 | 74.07% |
จะเห็นว่าการใช้ฐานรายได้ต่างกันทำให้เปอร์เซ็นต์ที่คำนวณได้แตกต่างกัน แม้จะมีค่าใช้จ่ายเท่าเดิมก็ตาม หากต้องการทราบว่าเงินที่ได้รับจริงถูกใช้ไปมากน้อยเพียงใด ควรใช้รายได้สุทธิเป็นตัวหาร
เลือกฐานรายได้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์
- วางแผนค่าใช้จ่ายประจำวัน: ใช้รายได้สุทธิที่ได้รับจริง เพื่อประเมินว่าเงินในบัญชีเพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่
- เปรียบเทียบรายได้จากการทำงาน: ใช้รายได้ก่อนหักภาษี หากต้องการเปรียบเทียบค่าตอบแทนโดยยังไม่รวมรายการหัก
- ตรวจสอบภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว: ใช้ฐานรายได้เดียวกันทุกเดือน เพื่อให้เปรียบเทียบแนวโน้มได้อย่างสม่ำเสมอ
- วางแผนเมื่อมีรายได้หลายทาง: รวมรายได้ที่ได้รับจริงในช่วงเวลานั้น และแยกรายได้ที่ไม่แน่นอนออกมาเพื่อป้องกันการประเมินเงินที่ใช้ได้สูงเกินไป
ข้อควรระวังคือ ต้องใช้ฐานรายได้และค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น รายได้สุทธิรายเดือนควรเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่ควรนำรายได้ทั้งปีมาเปรียบเทียบกับรายจ่ายเพียงหนึ่งเดือน เพราะจะทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนอย่างมาก
วิธีใช้เครื่องคิดเลขและ Excel หาสัดส่วนค่าใช้จ่าย
เมื่อรวบรวมรายได้และค่าใช้จ่ายครบแล้ว สามารถใช้เครื่องคิดเลขทั่วไปหรือ Excel เพื่อหาสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ได้ โดยใช้สูตรเดียวกัน คือ ค่าใช้จ่ายรวมหารด้วยรายได้ แล้วคูณด้วย 100 ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคิดเลขทางการเงินโดยเฉพาะ
จัดตารางรายเดือนเพื่อเปรียบเทียบ
หากต้องการดูแนวโน้มการใช้เงิน สามารถเพิ่มคอลัมน์รายได้ ค่าใช้จ่าย และเปอร์เซ็นต์ของแต่ละเดือน เช่น
| เดือน | รายได้ | ค่าใช้จ่าย | สัดส่วน |
|---|---|---|---|
| เดือนที่ 1 | 30,000 | 21,000 | 70% |
| เดือนที่ 2 | 30,000 | 24,000 | 80% |
| เดือนที่ 3 | 32,000 | 22,400 | 70% |
ข้อมูลลักษณะนี้ช่วยให้เห็นว่าเดือนใดมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ และสามารถตรวจสอบรายการที่ทำให้สัดส่วนเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อรายได้
แม้สูตรจะไม่ซับซ้อน แต่การเลือกตัวเลขผิดหรือใช้ข้อมูลคนละช่วงเวลาอาจทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนได้ ควรตรวจสอบประเด็นต่อไปนี้ก่อนนำเปอร์เซ็นต์ไปใช้วางแผนงบประมาณ
นำรายได้รวมมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายคนละฐาน
ควรระบุให้ชัดเจนว่ากำลังใช้รายได้ก่อนหักภาษีหรือรายได้สุทธิ หากนำค่าใช้จ่ายที่จ่ายจากเงินหลังหักภาษีไปเปรียบเทียบกับรายได้ก่อนหักภาษี ผลลัพธ์จะไม่สะท้อนสัดส่วนเงินที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้จริงอย่างตรงไปตรงมา
วิธีแก้คือเลือกฐานรายได้ให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ หากต้องการดูว่าเงินที่ได้รับจริงถูกใช้ไปเท่าไร ควรใช้รายได้สุทธิเป็นตัวหาร
ลืมนับค่าใช้จ่ายบางรายการ
การนับเฉพาะค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าที่พัก แต่ไม่รวมค่างวดหนี้ เบี้ยประกัน ค่าสมัครสมาชิก หรือค่าใช้จ่ายรายปี อาจทำให้ค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่าความเป็นจริง
สำหรับรายการที่ไม่ได้จ่ายทุกเดือน สามารถแยกบันทึกไว้และเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนเพื่อใช้วางแผนได้ แต่ควรแยกให้ชัดเจนระหว่างยอดที่จ่ายจริงกับยอดเฉลี่ยเพื่อไม่ให้เกิดการนับซ้ำ
นำข้อมูลรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนมารวมกัน
ตัวตั้งและตัวหารต้องเป็นช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ค่าใช้จ่ายทั้งเดือนควรเปรียบเทียบกับรายได้ทั้งเดือน ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายหนึ่งสัปดาห์ไปหารด้วยรายได้ทั้งเดือนโดยไม่ปรับช่วงเวลาให้ตรงกัน
สับสนระหว่างเปอร์เซ็นต์กับจำนวนเงินคงเหลือ
เปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่าย 70% ไม่ได้หมายความว่าเหลือเงิน 70% แต่หมายถึงใช้เงินไปแล้ว 70% ของรายได้ หากต้องการหาสัดส่วนเงินที่เหลือ ให้ใช้สูตร
เปอร์เซ็นต์เงินคงเหลือ = (รายได้ - ค่าใช้จ่ายรวม) ÷ รายได้ × 100
ตัวอย่าง หากรายได้ 30,000 บาท และค่าใช้จ่าย 21,000 บาท จะเหลือเงิน 9,000 บาท หรือคิดเป็น 30% ของรายได้
ปัดเศษตัวเลขเร็วเกินไป
หากต้องเปรียบเทียบหลายเดือน ควรเก็บค่าทศนิยมไว้ในสูตรก่อน แล้วจึงกำหนดจำนวนตำแหน่งทศนิยมที่แสดงผล เช่น 1 หรือ 2 ตำแหน่ง การปัดเศษระหว่างคำนวณอาจทำให้ผลรวมและการเปรียบเทียบคลาดเคลื่อนได้
กรณีรายได้ไม่แน่นอนหรือไม่มีรายได้ในบางเดือน
ผู้ที่ทำงานอิสระ รับค่าคอมมิชชัน ทำธุรกิจส่วนตัว หรือมีรายได้ตามฤดูกาล อาจมีรายได้แต่ละเดือนไม่เท่ากัน การใช้รายได้ของเดือนใดเดือนหนึ่งเป็นฐานเพียงอย่างเดียวจึงอาจทำให้เห็นภาพการเงินไม่ครบถ้วน
รายได้เปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน
หากรายได้ไม่แน่นอน ควรบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายแยกเป็นรายเดือน แล้วคำนวณเปอร์เซ็นต์ของแต่ละเดือนก่อน จากนั้นจึงพิจารณาค่าเฉลี่ยหรือภาพรวมตามช่วงเวลาที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น
| เดือน | รายได้ | ค่าใช้จ่าย | สัดส่วนค่าใช้จ่าย |
|---|---|---|---|
| เดือนที่ 1 | 25,000 บาท | 20,000 บาท | 80% |
| เดือนที่ 2 | 35,000 บาท | 24,500 บาท | 70% |
| เดือนที่ 3 | 20,000 บาท | 18,000 บาท | 90% |
จะเห็นว่าแม้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนจะไม่เท่ากัน แต่สัดส่วนก็เปลี่ยนตามรายได้ด้วย หากต้องการหาสัดส่วนรวมตลอดสามเดือน ให้รวมรายได้และค่าใช้จ่ายก่อน แล้วนำค่าใช้จ่ายรวม 62,500 บาท หารด้วยรายได้รวม 80,000 บาท คูณ 100 จะได้ 78.125%
วิธีนี้ต่างจากการนำเปอร์เซ็นต์ทั้งสามเดือนมาบวกแล้วหารสาม เพราะแต่ละเดือนมีรายได้ไม่เท่ากัน การรวมยอดก่อนจะสะท้อนสัดส่วนของเงินทั้งหมดในช่วงเวลานั้นได้ตรงกว่า
ไม่มีรายได้ในบางเดือน
หากรายได้เป็นศูนย์ จะไม่สามารถใช้สูตรเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ตามปกติได้ เพราะไม่สามารถหารด้วยศูนย์ได้ ไม่ควรใส่ค่า 0% แทน เนื่องจากไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หมายถึงไม่มีฐานรายได้สำหรับคำนวณเปอร์เซ็นต์
ในกรณีนี้ควรบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแยกต่างหาก เช่น ใช้เงินออม เงินสำรอง หรือเงินที่ได้รับจากแหล่งอื่น เพื่อให้เห็นว่าในเดือนที่ไม่มีรายได้ยังมีภาระใช้เงินเท่าไร
ใช้ค่าเฉลี่ยรายได้เพื่อวางแผนงบประมาณ
หากต้องการกำหนดงบประมาณสำหรับเดือนถัดไป สามารถนำรายได้สุทธิย้อนหลังหลายเดือนมาหาค่าเฉลี่ยได้ แต่ควรระวังเดือนที่มีรายได้พิเศษหรือรายได้สูงผิดปกติ เพราะอาจทำให้ค่าเฉลี่ยสูงกว่ารายได้ที่คาดว่าจะได้รับตามปกติ
อีกวิธีหนึ่งคือใช้รายได้ในระดับที่ค่อนข้างระมัดระวังเป็นฐานสำหรับกำหนดค่าใช้จ่ายประจำ และเก็บส่วนรายได้ที่เกินจากระดับดังกล่าวไว้รองรับเดือนที่รายได้น้อย วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการกำหนดภาระใช้จ่ายตามเดือนที่มีรายได้สูงเพียงครั้งเดียว
สรุปวิธีคำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้
การคำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ทำได้โดยนำค่าใช้จ่ายรวมหารด้วยรายได้ในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วคูณด้วย 100 สิ่งสำคัญคือเลือกฐานรายได้ให้เหมาะสม รวมค่าใช้จ่ายให้ครบ และแยกข้อมูลรายเดือนให้ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน
เริ่มต้นได้ด้วยการรวบรวมรายได้สุทธิและค่าใช้จ่ายของเดือนล่าสุด จากนั้นใช้เครื่องคิดเลขของเว็บไซต์คำนวณสัดส่วน และนำผลลัพธ์ไปเปรียบเทียบกับเดือนก่อน เพื่อดูว่าค่าใช้จ่ายส่วนใดควรปรับให้เหมาะกับรายได้ของตนเอง
คำถามที่พบบ่อย
คำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ใช้สูตรอะไร?
ใช้สูตร (ค่าใช้จ่ายรวม ÷ รายได้) × 100 โดยต้องใช้รายได้และค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน
ควรใช้รายได้ก่อนหักภาษีหรือรายได้สุทธิในการคำนวณ?
หากต้องการดูสัดส่วนเงินที่นำมาใช้จ่ายได้จริง ควรใช้รายได้สุทธิหลังหักภาษีและรายการหักต่าง ๆ
ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ 70% หมายความว่าอย่างไร?
หมายถึงใช้รายได้ไปกับค่าใช้จ่าย 70% และหากไม่มีรายการอื่นที่ต้องนำมาหักเพิ่มเติม จะเหลือเงิน 30% ของรายได้
ค่าใช้จ่ายรวมควรนับรายการใดบ้าง?
ควรรวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค ค่างวดหนี้ ประกัน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ค่าใช้จ่ายรายปีควรนำมาคำนวณรายเดือนอย่างไร?
สามารถนำค่าใช้จ่ายรายปีหารด้วย 12 เพื่อประมาณค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน โดยแยกจากยอดที่จ่ายจริงในแต่ละเดือน
คำนวณเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายใน Excel อย่างไร?
นำค่าใช้จ่ายรวมหารด้วยรายได้ เช่น ใช้สูตร =B3/B2 แล้วตั้งรูปแบบเซลล์เป็นเปอร์เซ็นต์
ทำไมค่าใช้จ่ายเท่าเดิมแต่เปอร์เซ็นต์จึงเพิ่มขึ้น?
อาจเกิดจากรายได้ลดลง เมื่อค่าใช้จ่ายเท่าเดิมแต่ตัวหารมีค่าน้อยลง สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จึงสูงขึ้น
ถ้ารายได้เป็นศูนย์จะคำนวณเปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่?
คำนวณไม่ได้ เพราะไม่สามารถหารด้วยศูนย์ได้ ควรบันทึกค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินจริงและระบุว่าไม่มีฐานรายได้สำหรับคำนวณ