คิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันจากยอดขาย
ค่าคอมมิชชันคำนวณได้จากยอดขายคูณด้วยอัตราค่าคอมมิชชัน แล้วหารด้วย 100 เช่น หากขายสินค้าได้ 50,000 บาท และได้รับค่าคอมมิชชัน 5% จะได้เงิน 2,500 บาท สูตรนี้ใช้คำนวณรายได้จากการขายได้ง่าย ๆ เมื่อทราบยอดขายและอัตราค่าคอมมิชชันที่กำหนดไว้
สูตรคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันจากยอดขาย
การคำนวณค่าคอมมิชชันจากยอดขายต้องทราบข้อมูล 2 อย่าง ได้แก่ ยอดขายที่นำมาคิดค่าคอมมิชชัน และอัตราค่าคอมมิชชันที่ได้รับ โดยใช้สูตรต่อไปนี้
สูตรคำนวณค่าคอมมิชชัน
ค่าคอมมิชชัน = ยอดขาย × อัตราค่าคอมมิชชัน ÷ 100
ตัวอย่างเช่น หากยอดขายเท่ากับ 80,000 บาท และบริษัทกำหนดค่าคอมมิชชันไว้ที่ 3% ให้นำตัวเลขมาคำนวณดังนี้
80,000 × 3 ÷ 100 = 2,400 บาท
ดังนั้น ค่าคอมมิชชันที่ได้รับคือ 2,400 บาท โดยเป็นการคำนวณจากยอดขายเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนด และยังไม่รวมเงินเดือน โบนัส หรือรายการหักอื่น ๆ
วิธีคำนวณทีละขั้นตอน
- ตรวจสอบยอดขาย: ดูว่ายอดขายที่นำมาคิดค่าคอมมิชชันเป็นเงินเท่าใด เช่น 120,000 บาท
- ตรวจสอบอัตราค่าคอมมิชชัน: ดูข้อตกลงว่าได้รับกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น 4%
- คูณยอดขายด้วยอัตรา: นำ 120,000 คูณ 4 ได้ 480,000
- หารด้วย 100: นำ 480,000 หาร 100 ได้ 4,800 บาท
ผลลัพธ์คือค่าคอมมิชชัน 4,800 บาท หากต้องการตรวจสอบรายได้รวม ให้บวกค่าคอมมิชชันเข้ากับเงินเดือนหรือรายได้ส่วนอื่นที่ได้รับตามข้อตกลง
สูตรหาเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันจากเงินที่ได้รับ
หากทราบยอดขายและจำนวนค่าคอมมิชชันแล้ว แต่ไม่ทราบว่าได้รับค่าคอมมิชชันกี่เปอร์เซ็นต์ สามารถย้อนกลับมาหาอัตราได้ด้วยสูตรนี้
อัตราค่าคอมมิชชัน (%) = ค่าคอมมิชชันที่ได้รับ ÷ ยอดขาย × 100
ตัวอย่างเช่น มียอดขาย 60,000 บาท และได้รับค่าคอมมิชชัน 1,800 บาท
1,800 ÷ 60,000 × 100 = 3%
จึงเท่ากับว่าได้รับค่าคอมมิชชันในอัตรา 3% ของยอดขายที่ใช้คำนวณ
ตัวอย่างคำนวณค่าคอมมิชชันจากยอดขายหลายระดับ
เมื่อต้องการประเมินรายได้จากการขาย สามารถทดลองเปลี่ยนยอดขายหรืออัตราค่าคอมมิชชันเพื่อดูว่าจำนวนเงินที่ได้รับแตกต่างกันอย่างไร ตารางต่อไปนี้ใช้สูตรค่าคอมมิชชันแบบอัตราคงที่ โดยคิดจากยอดขายเต็มจำนวน
| ยอดขาย | อัตราค่าคอมมิชชัน | ค่าคอมมิชชันที่ได้รับ |
|---|---|---|
| 10,000 บาท | 2% | 200 บาท |
| 20,000 บาท | 3% | 600 บาท |
| 50,000 บาท | 3% | 1,500 บาท |
| 50,000 บาท | 5% | 2,500 บาท |
| 100,000 บาท | 5% | 5,000 บาท |
| 200,000 บาท | 7% | 14,000 บาท |
ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการคำนวณเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายกับอัตราค่าคอมมิชชัน ไม่ใช่อัตรามาตรฐานที่ทุกบริษัทใช้จริง อัตราที่ได้รับขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละงานหรือองค์กร
ถ้ายอดขายเท่ากัน แต่เปอร์เซ็นต์ต่างกัน จะได้เงินเท่าไร
สมมติว่าขายสินค้าได้ 100,000 บาทเท่ากัน แต่ได้รับค่าคอมมิชชันคนละอัตรา ผลลัพธ์จะเป็นดังนี้
| อัตราค่าคอมมิชชัน | วิธีคำนวณ | ค่าคอมมิชชัน |
|---|---|---|
| 1% | 100,000 × 1 ÷ 100 | 1,000 บาท |
| 3% | 100,000 × 3 ÷ 100 | 3,000 บาท |
| 5% | 100,000 × 5 ÷ 100 | 5,000 บาท |
| 10% | 100,000 × 10 ÷ 100 | 10,000 บาท |
จากตัวอย่างจะเห็นว่า เมื่อยอดขายคงที่ อัตราค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้นจะทำให้ได้รับเงินมากขึ้นตามสัดส่วน หากต้องการเปรียบเทียบข้อเสนอค่าคอมมิชชัน ควรตรวจสอบด้วยว่าแต่ละอัตราคิดจากยอดขายประเภทเดียวกันหรือไม่
ตัวอย่างค่าคอมมิชชันเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น
หากได้รับค่าคอมมิชชันในอัตราคงที่ 4% และยอดขายเพิ่มจาก 50,000 บาทเป็น 80,000 บาท สามารถคำนวณเปรียบเทียบได้ดังนี้
- ยอดขาย 50,000 บาท: 50,000 × 4 ÷ 100 = 2,000 บาท
- ยอดขาย 80,000 บาท: 80,000 × 4 ÷ 100 = 3,200 บาท
- ค่าคอมมิชชันเพิ่มขึ้น: 3,200 − 2,000 = 1,200 บาท
ดังนั้น เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น 30,000 บาท ค่าคอมมิชชันจะเพิ่มขึ้น 1,200 บาท ภายใต้เงื่อนไขว่าอัตราค่าคอมมิชชันยังคงเดิม และยอดขายทั้งหมดเข้าเกณฑ์การคำนวณ
วิธีหาเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันเมื่อรู้ยอดขายและเงินที่ได้รับ
บางครั้งอาจทราบยอดขายและเงินค่าคอมมิชชันจากสลิปหรือรายงานยอดขายแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ วิธีที่ง่ายที่สุดคือหารค่าคอมมิชชันด้วยยอดขาย แล้วคูณด้วย 100
สูตรหาอัตราค่าคอมมิชชัน
เปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชัน = (เงินค่าคอมมิชชัน ÷ ยอดขาย) × 100
ตัวอย่างเช่น มียอดขาย 150,000 บาท และได้รับค่าคอมมิชชัน 6,000 บาท
- นำค่าคอมมิชชันหารด้วยยอดขาย: 6,000 ÷ 150,000 = 0.04
- นำผลลัพธ์คูณ 100: 0.04 × 100 = 4
- สรุปว่าอัตราค่าคอมมิชชันเท่ากับ 4%
กรณีเงินค่าคอมมิชชันมีทศนิยม
หากได้รับค่าคอมมิชชัน 1,250 บาท จากยอดขาย 35,000 บาท ให้คำนวณดังนี้
1,250 ÷ 35,000 × 100 ≈ 3.57%
จึงคิดเป็นค่าคอมมิชชันประมาณ 3.57% ของยอดขาย โดยควรเก็บผลลัพธ์ทศนิยมไว้ระหว่างคำนวณ และปัดเศษเฉพาะตอนแสดงผล เพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อน
ข้อควรตรวจสอบก่อนสรุปเปอร์เซ็นต์
- ยอดขายที่ใช้คำนวณ: ตรวจสอบว่าเป็นยอดขายก่อนหรือหลังหักส่วนลด และรวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตามข้อตกลงที่ใช้จริง
- เงินที่นำมาคำนวณ: ใช้จำนวนค่าคอมมิชชันโดยตรง ไม่ใช่เงินเดือนรวมโบนัสหรือรายได้ทั้งหมด
- เงื่อนไขการจ่าย: ตรวจสอบว่ามีการคืนสินค้า ยกเลิกคำสั่งซื้อ หรือปรับยอดก่อนคำนวณหรือไม่
- รูปแบบอัตรา: หากใช้ระบบขั้นบันไดหรือคิดจากกำไร สูตรอัตราคงที่อาจไม่เพียงพอ ต้องแยกคำนวณตามเงื่อนไขของแต่ละส่วน
หากคำนวณแล้วได้เปอร์เซ็นต์ไม่ตรงกับข้อตกลง ควรตรวจสอบฐานยอดขายและรายการปรับยอดก่อนสรุปว่าอัตราค่าคอมมิชชันผิดพลาด
ค่าคอมมิชชันแบบอัตราคงที่กับแบบขั้นบันไดคำนวณต่างกันอย่างไร
ค่าคอมมิชชันแบบอัตราคงที่และแบบขั้นบันไดอาจให้ผลลัพธ์ต่างกัน แม้ทำยอดขายได้เท่ากัน เพราะใช้วิธีกำหนดอัตราค่าคอมมิชชันไม่เหมือนกัน ก่อนคำนวณควรตรวจสอบว่าข้อตกลงกำหนดให้ใช้อัตราเดียวกับยอดขายทั้งหมด หรือแบ่งยอดขายตามระดับเพื่อคิดค่าคอมมิชชันแยกกัน
1. ค่าคอมมิชชันแบบอัตราคงที่
เป็นการใช้อัตราค่าคอมมิชชันเดียวคูณกับยอดขายที่เข้าเงื่อนไข เช่น หากขายสินค้าได้ 80,000 บาท และได้รับค่าคอมมิชชัน 5% จะคำนวณได้ดังนี้
ค่าคอมมิชชัน = 80,000 × 5 ÷ 100 = 4,000 บาท
หากยอดขายที่นำมาคำนวณเพิ่มขึ้น อัตราค่าคอมมิชชันยังคงเดิม แต่จำนวนเงินที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นตามยอดขาย
2. ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได
เป็นการกำหนดอัตราค่าคอมมิชชันตามระดับยอดขาย โดยแต่ละระดับอาจได้รับอัตราที่แตกต่างกัน วิธีคำนวณต้องดูเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าใช้อัตราของระดับที่ทำได้กับยอดขายทั้งหมด หรือคิดเฉพาะส่วนของยอดขายที่อยู่ในแต่ละขั้น
ตัวอย่างสมมติ กำหนดอัตราค่าคอมมิชชันดังนี้
| ช่วงยอดขาย | อัตราค่าคอมมิชชัน |
|---|---|
| ยอดขายส่วนแรกไม่เกิน 50,000 บาท | 3% |
| ยอดขายส่วนที่เกิน 50,000 ถึง 100,000 บาท | 5% |
| ยอดขายส่วนที่เกิน 100,000 บาท | 7% |
หากทำยอดขายได้ 120,000 บาท และข้อตกลงระบุให้คิดค่าคอมมิชชันแยกตามส่วนของยอดขาย จะคำนวณได้ดังนี้
- 50,000 บาทแรก × 3% = 1,500 บาท
- 50,000 บาทถัดมา × 5% = 2,500 บาท
- 20,000 บาทส่วนที่เหลือ × 7% = 1,400 บาท
ค่าคอมมิชชันรวม = 1,500 + 2,500 + 1,400 = 5,400 บาท
แต่ถ้าข้อตกลงกำหนดให้ใช้อัตราของขั้นที่ทำได้กับยอดขายทั้งหมด เมื่อยอดขายถึง 120,000 บาทและเข้าเกณฑ์อัตรา 7% ค่าคอมมิชชันจะเท่ากับ 120,000 × 7 ÷ 100 = 8,400 บาท ตัวเลขทั้งสองแบบจึงต่างกันเพราะเงื่อนไขการคำนวณ ไม่ใช่เพราะสูตรเปอร์เซ็นต์ผิด
ควรใช้วิธีไหน
| ประเด็นเปรียบเทียบ | อัตราคงที่ | อัตราขั้นบันได |
|---|---|---|
| อัตราที่ใช้ | อัตราเดียว | หลายอัตราตามระดับยอดขาย |
| วิธีคำนวณ | ยอดขายที่เข้าเงื่อนไข × อัตรา | คำนวณตามกติกาของแต่ละขั้น |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | ฐานยอดขายและอัตราที่ตกลงกัน | ช่วงยอดขายและวิธีใช้อัตราของแต่ละขั้น |
ไม่ควรเลือกวิธีคำนวณจากชื่อเรียกเพียงอย่างเดียว ให้ยึดเงื่อนไขค่าคอมมิชชันที่ตกลงกันเป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อยอดขายอยู่ใกล้จุดเปลี่ยนระดับ
ใช้ Excel และ Google Sheets คำนวณค่าคอมมิชชันอย่างไร
หากต้องคำนวณค่าคอมมิชชันจากยอดขายหลายรายการ สามารถใช้โปรแกรมตารางคำนวณเพื่อลดการคำนวณซ้ำ และตรวจสอบยอดรวมได้ง่ายขึ้น ทั้ง Excel และ Google Sheets ใช้สูตรคำนวณเปอร์เซ็นต์ในลักษณะเดียวกัน
ตัวอย่างการจัดตาราง โดยกำหนดให้คอลัมน์ A เป็นชื่อผู้ขาย คอลัมน์ B เป็นยอดขาย คอลัมน์ C เป็นอัตราค่าคอมมิชชัน และคอลัมน์ D เป็นจำนวนเงินค่าคอมมิชชัน
| ชื่อผู้ขาย | ยอดขาย | อัตราค่าคอมมิชชัน | ค่าคอมมิชชัน |
|---|---|---|---|
| ผู้ขาย ก | 50,000 | 3% | 1,500 |
| ผู้ขาย ข | 80,000 | 5% | 4,000 |
| ผู้ขาย ค | 120,000 | 5% | 6,000 |
ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างสมมติ โดยคิดจากอัตราคงที่ของแต่ละรายการ
หากเริ่มข้อมูลในแถวที่ 2 และกรอกอัตราในคอลัมน์ C เป็นรูปแบบเปอร์เซ็นต์ เช่น 5% ให้ใส่สูตรต่อไปนี้ในเซลล์ D2
=B2*C2
โปรแกรมจะนำยอดขายใน B2 คูณกับอัตราใน C2 เพื่อคำนวณค่าคอมมิชชัน จากนั้นลากสูตรลงไปยังแถวถัดไปเพื่อคำนวณรายการอื่น ๆ
หากกรอกอัตราเป็นเลข 5 แทน 5% ต้องใช้สูตร =B2*C2/100 เพื่อแปลงอัตราเป็นเปอร์เซ็นต์ก่อนคำนวณ อย่าใช้สูตรหาร 100 ซ้ำกับเซลล์ที่จัดรูปแบบเป็น 5% อยู่แล้ว เพราะจะทำให้ผลลัพธ์ต่ำกว่าที่ควรเป็น
3. รวมค่าคอมมิชชันทั้งหมด
หากค่าคอมมิชชันอยู่ในเซลล์ D2 ถึง D10 สามารถใช้สูตรต่อไปนี้เพื่อหายอดรวม
=SUM(D2:D10)
ควรตรวจสอบว่ายอดขายและอัตราค่าคอมมิชชันถูกกรอกครบทุกแถว และใช้รูปแบบตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ หากบางรายการใช้อัตราพิเศษหรือมีเงื่อนไขต่างจากรายการอื่น ควรตรวจสอบรายการนั้นแยกต่างหาก
4. คำนวณค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันไดในตาราง
หากใช้อัตราขั้นบันไดแบบแบ่งยอดขายแต่ละส่วน ให้คำนวณค่าคอมมิชชันของแต่ละขั้นแยกกัน แล้วนำมารวม ตัวอย่างเช่น ยอดขายอยู่ใน B2 และใช้เกณฑ์สมมติ 50,000 บาทแรกที่ 3%, 50,000 บาทถัดมาที่ 5% และส่วนที่เกิน 100,000 บาทที่ 7% สามารถใช้สูตรได้ดังนี้
=MIN(B2,50000)*3%+MAX(MIN(B2-50000,50000),0)*5%+MAX(B2-100000,0)*7%
สูตรนี้คิดเฉพาะยอดขายที่อยู่ในแต่ละช่วง และไม่คิดค่าคอมมิชชันติดลบเมื่อยอดขายต่ำกว่าเกณฑ์ ตัวเลขเกณฑ์และอัตราต้องเปลี่ยนให้ตรงกับข้อตกลงจริง หากระบบใช้เกณฑ์แบบนำอัตราของขั้นที่ทำได้ไปคูณยอดขายทั้งหมด ต้องใช้สูตรอีกแบบหนึ่ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชัน
แม้ใช้สูตรถูกต้อง ก็อาจได้ค่าคอมมิชชันผิดหากเลือกฐานยอดขายหรืออัตราไม่ตรงกับเงื่อนไข ลองตรวจสอบข้อผิดพลาดต่อไปนี้ก่อนสรุปยอด
หากอัตราค่าคอมมิชชันคือ 5% ต้องคำนวณด้วย 5 ÷ 100 หรือกรอกเป็น 5% ในตารางคำนวณ หากนำเลข 5 ไปคูณยอดขายโดยตรง จะกลายเป็นการคำนวณที่อัตรา 500% ไม่ใช่ 5%
อย่าสมมติว่าค่าคอมมิชชันต้องคิดจากยอดขายรวมเสมอไป เพราะข้อตกลงอาจกำหนดให้คิดจากยอดขายหลังหักส่วนลด ยอดขายที่ชำระเงินแล้ว หรือยอดขายเฉพาะสินค้าที่เข้าเงื่อนไข ควรยืนยันฐานยอดขายที่ใช้ก่อนเริ่มคำนวณ
ยอดขายคือมูลค่าที่ขายได้ ส่วนกำไรเป็นจำนวนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนตามวิธีที่กำหนด หากข้อตกลงระบุให้คิดค่าคอมมิชชันจากกำไร การนำยอดขายทั้งหมดมาคูณอัตราอาจทำให้ได้ผลลัพธ์ผิด ต้องใช้ฐานคำนวณให้ตรงกับข้อตกลง
ตรวจสอบว่าต้องคิดอัตราของแต่ละขั้นแยกกัน หรือใช้อัตราของขั้นสูงสุดกับยอดขายทั้งหมด เพราะทั้งสองวิธีให้ผลต่างกันได้มากเมื่อยอดขายสูงขึ้น
5. ปัดเศษเร็วเกินไป
หากคำนวณได้ค่าคอมมิชชันเป็นทศนิยม ควรใช้หลักการปัดเศษตามที่ตกลงกัน และหลีกเลี่ยงการปัดเศษระหว่างขั้นก่อนนำมารวม เพราะอาจทำให้ยอดสุดท้ายต่างจากการคำนวณด้วยค่าที่ไม่ปัดเศษ
6. คำนวณยอดขายซ้ำหรือขาดรายการ
ก่อนรวมค่าคอมมิชชัน ให้ตรวจสอบว่ารายการขายไม่ซ้ำ ไม่มีรายการตกหล่น และยอดขายแต่ละรายการตรงกับข้อมูลต้นทาง โดยเฉพาะเมื่อมีการคืนสินค้า ยกเลิกรายการ หรือแก้ไขยอดขายภายหลัง
7. ใช้สูตรในตารางคำนวณไม่ตรงกับข้อมูล
ตรวจสอบว่าเซลล์อัตราค่าคอมมิชชันจัดรูปแบบเป็นเปอร์เซ็นต์หรือเป็นตัวเลขธรรมดา รวมถึงตรวจสอบช่วงเซลล์ในสูตรรวมยอด หากคัดลอกสูตรไปยังแถวอื่น ควรทดลองเทียบกับการคำนวณด้วยมืออย่างน้อยหนึ่งรายการ
สรุปวิธีคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันจากยอดขาย
การคิดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันเริ่มจากระบุฐานยอดขายและอัตราที่ใช้ให้ชัดเจน จากนั้นนำยอดขายคูณอัตราค่าคอมมิชชันแล้วหาร 100 หรือใช้สูตรใน Excel และ Google Sheets หากมีหลายรายการ ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าระบบใช้อัตราคงที่หรืออัตราขั้นบันได และปัดเศษตามเงื่อนไขใด ขั้นตอนถัดไปคือทดลองคำนวณจากยอดขายจริงหนึ่งรายการ แล้วเปรียบเทียบกับข้อตกลงก่อนสรุปยอดทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อย
ค่าคอมมิชชันจากยอดขายคำนวณอย่างไร?
นำยอดขายที่เข้าเงื่อนไขคูณกับอัตราค่าคอมมิชชัน แล้วหารด้วย 100 เช่น ยอดขาย 20,000 บาท อัตรา 5% จะได้ 1,000 บาท
ยอดขาย 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชัน 3% เท่าไร?
หากคิดจากยอดขายทั้งหมด 100,000 × 3 ÷ 100 จะได้ค่าคอมมิชชัน 3,000 บาท
จะหาอัตราค่าคอมมิชชันจากยอดที่ได้รับได้อย่างไร?
นำค่าคอมมิชชันหารด้วยฐานยอดขาย แล้วคูณ 100 เช่น ได้ค่าคอมมิชชัน 2,000 บาทจากยอดขาย 50,000 บาท เท่ากับอัตรา 4%
ค่าคอมมิชชันแบบอัตราคงที่ต่างจากแบบขั้นบันไดอย่างไร?
แบบอัตราคงที่ใช้อัตราเดียวกับยอดขายที่เข้าเงื่อนไข ส่วนแบบขั้นบันไดใช้อัตราตามระดับยอดขาย ซึ่งอาจคิดแยกตามส่วนหรือใช้อัตราของขั้นที่ทำได้กับยอดขายทั้งหมดตามข้อตกลง
ยอดขายเท่ากันทำไมค่าคอมมิชชันไม่เท่ากัน?
อาจเกิดจากอัตราค่าคอมมิชชัน ฐานยอดขาย เงื่อนไขสินค้า หรือวิธีคิดขั้นบันไดแตกต่างกัน ควรเปรียบเทียบเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนตรวจสอบสูตร
คำนวณค่าคอมมิชชันใน Excel ใช้สูตรอะไร?
หากยอดขายอยู่ใน B2 และอัตราถูกจัดรูปแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ใน C2 ให้ใช้ =B2*C2 หากกรอกอัตราเป็นเลข 5 แทน 5% ให้ใช้ =B2*C2/100
Google Sheets คำนวณค่าคอมมิชชันได้เหมือน Excel หรือไม่?
ได้ สามารถใช้สูตรคูณยอดขายกับอัตราค่าคอมมิชชัน และใช้ฟังก์ชัน SUM รวมค่าคอมมิชชันหลายรายการได้
ค่าคอมมิชชันควรคิดจากยอดขายรวมหรือยอดขายหลังหักส่วนลด?
ขึ้นอยู่กับข้อตกลง บางระบบอาจใช้ยอดขายรวม ขณะที่บางระบบใช้ยอดขายหลังหักส่วนลดหรือยอดขายที่เข้าเงื่อนไข ต้องตรวจสอบฐานที่กำหนดไว้ก่อนคำนวณ